วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 อิตาลี VS อังกฤษ รอบชิงชนะเลิศ

ศึกฟุตบอลยูโร 2020 คืนวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.นี้ เดินทางมาถึงนัดสุดท้ายในรอบชิงชนะเลิศกันแล้ว ซึ่งจะมีโปรแกรมลงเตะเพียงหนึ่งคู่เท่านั้น โดย อิตาลี จะเผชิญหน้ากับ อังกฤษ ในเวลา 02.00 น. หรือช่วงตี 2 ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ทั้งสองชาติยังไม่พบกับความพ่ายแพ้จากการลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้แม้แต่นัดเดียว แม้ว่า อิตาลี จะเคยคว้าแชมป์มาแล้วหนึ่งสมัย แต่ก็นานมาแล้วถึง 53 ปีเลยทีเดียว ส่วน อังกฤษ ยังไม่เคยได้สัมผัสถ้วยแชมป์รายการนี้มาก่อนเลย และได้ผ่านเข้าถึงนัดชิงเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์เลยด้วย หลังจากที่เคยไปได้ไกลที่สุดเพียงรอบรองชนะเลิศมาแล้ว 2 ครั้ง จึงเป็นการวัดกันไปเลยว่าทีมไหนจะคู่ควรกับตำแหน่งเจ้ายุโรปมากกว่ากัน

สนาม : เวมบลีย์, กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เวลา : 02.00 น.

อิตาลี

เส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศ

ชนะ ตุรกี 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เวลส์ 1-0 (ยูโร 2020)

ชนะต่อเวลา ออสเตรีย 2-1 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังเสมอในช่วง 90 นาที 0-0)

ชนะ เบลเยี่ยม 2-1 (ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย)

ชนะดวลจุดโทษ สเปน 4-2 (ยูโร 2020 รอบรองชนะเลิศ หลังเสมอในช่วง 120 นาที 1-1)

คาดว่ากุนซือ โรแบร์โต้ มันชินี่ จะปรับทัพจากเกมรอบรองชนะเลิศที่เฉือนชนะ สเปน ในช่วงดวลจุดโทษตัดสิน หลังเสมอในช่วง 120 นาที 1-1 และยังคงไร้พ่าย 33 นัดติดต่อกันจากการลงเล่นในทุกรายการ จึงหมายมั่นปั้นมือหวังคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 ให้ได้เสียที หลังจากที่เคยสัมผัสแชมป์รายการนี้มาแล้วถึง 1 ครั้งในศึกยูโร 1968 เมื่อ 53 ปีก่อนโน้นเลย โดยหนนี้เป็นการผ่านเข้าถึงนัดชิงได้เป็นครั้งที่ 4 อีกด้วย จึงพร้อมจัดทัพใหญ่ลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 เพราะไม่มีนักเตะได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม โดยผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ยืนเฝ้าเสาต่อไป แนวรับจะให้ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ยืนเป็น 2 กองหลังจอมเก๋าเหมือนเดิม ส่วนแบ็กซ้ายไร้เงาของ เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า เจอโรคเดี้ยงเล่นงาน จึงน่าจะให้ เอแมร์ซอน พัลมิเอรี่ ลงไปยืนคนละด้านกับ โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ซึ่งน่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง เนื่องจาก อเล็กซานโดร ฟลอเรนซี่ มีปัญหาเรื่องสภาพความฟิต แดนกลางยังคงดร็อป มานูเอล โลคาเตลลี่ เพื่อให้ นิโกโล่ บาเรลล่า คุมเกมร่วมกับ มาร์โก แวร์รัตติ และ จอร์จินโญ่ แนวรุกไม่น่าจะใช้งาน โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ จึงนั่งเป็นตัวสำรองเพื่อเปิดทางให้กับ เฟเดริโก้ เคียซ่า สวมบทเป็นปีกขวาคอยประสานงานกับ ลอเรนโซ่ อินซิเญ่ และ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ซึ่งเป็น 2 ตัวหลักในแดนหน้าอยู่แล้ว      

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า

แนวรับ : จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, เอแมร์ซอน พัลมิเอรี่, โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่

แดนกลาง : จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ, นิโกโล่ บาเรลล่า

แนวรุก : ชิโร่ อิมโมบิเล่, เฟเดริโก้ เคียซ่า, ลอเรนโซ่ อินซิเญ่

อังกฤษ

เส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศ

ชนะ โครเอเชีย 1-0 (ยูโร 2020)

เสมอ สกอตแลนด์ 0-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เยอรมนี 2-0 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

ชนะ ยูเครน 4-0 (ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย)

ชนะต่อเวลา เดนมาร์ก 2-1 (ยูโร 2020 รอบรองชนะเลิศ หลังเสมอในช่วง 90 นาที 1-1)

คาดว่ากุนซือ แกเรธ เซาธ์เกต จะปรับทัพจากเกมรอบรองชนะเลิศที่เฉือนชนะ เดนมาร์ก ในช่วงตอเวลาพิเศษ 2-1 หลังเสมอในช่วงเวลาปกติ 90 นาที 1-1 แม้จะเพิ่งเสียประตูเป็นลูกแรกในทัวร์นาเมนต์ แต่ยังได้ตบเท้าผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยไปได้ไกลที่สุดเพียงรอบรองชนะเลิศมาแล้ว 2 ครั้งในศึกยูโร 1968 และยูโร 1996 จึงพร้อมตามล่าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยแรกให้ได้เสียที โดยพร้อมจัดทัพใหญ่ลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 และใช้งานพวกแข้งหลักได้ทั้งหมดเลย ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยังคงใช้บริการของ จอร์แดน พิคฟอร์ด สวมบทเป็นมือหนึ่งเหมือนเช่นเคย แนวรับยังคงให้ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ยืนคู่กับ จอห์น สโตนส์ ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งเป็นหน้าที่ของ ไคล์ วอล์คเกอร์ กับ ลุค ชอว์ จึงน่าจะให้ คีแรน ทริปเปียร์ นั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน แดนกลางพร้อมให้ 2 คู่หู ดีแคลน ไรซ์ กับ คัลวิน ฟิลลิปส์ ยืนคุมเกมร่วมกันต่อไป แม้ว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะทำหน้าที่ได้ดีอยู่เหมือนกันก็ตาม แนวรุกพร้อมให้ เมสัน เมาท์ สวมบทเป็นจอมทัพในฐานะตัวเชื่อมเกมจากแผงมิดฟิลด์ ขณะที่ปีกขวามีตัวให้เลือกใช้งานได้หลายคนเลย แต่น่าจะจับ ฟิล โฟเด้น, แจ็ค กรีลิช รวมถึง จาดอน ซานโซ่ นั่งอยู่ที่ข้างสนาม เพื่อให้ บูกาโย่ ซาก้า ลงไปยืนประจำการคนละฝั่งกับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ส่วนกองหน้าไม่เปลี่ยนไปจาก แฮร์รี่ เคน อย่างแน่นอน

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จอร์แดน พิคฟอร์ด

แนวรับ : จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, ลุค ชอว์, ไคล์ วอล์กเกอร์

แดนกลาง : คัลวิน ฟิลลิปส์, เมสัน เมาท์, ดีแคลน ไรซ์

แนวรุก : ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แฮร์รี่ เคน, บูกาโย่ ซาก้า

ผลการพบกัน 5 เกมหลังสุด

อังกฤษ เสมอ อิตาลี 0-0 (อิตาลี ชนะดวลจุโทษตัดสิน) ในศึกยูโร 2012 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2012

อังกฤษ ชนะ อิตาลี 2-1 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2012

อังกฤษ แพ้ อิตาลี 1-2 ในศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2014

อิตาลี เสมอ อังกฤษ 1-1 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2015

อังกฤษ เสมอ อิตาลี 1-1 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2018

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง อิตาลี VS อังกฤษ

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 27 นัด ปรากฎว่า อิตาลี มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อย โดยเป็นฝ่ายชนะ 11 เกม เสมอ 8 เกม และแพ้ 8 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในเกมนัดกระชับมิตร ปรากฎว่า เสมอในบ้านของ อังกฤษ 1-1 นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังเคยเผชิญหน้ากันในรอบสุดท้ายของศึกยูโรมาแล้ว 2 เกม ปรากฎว่า อิตาลี ไม่เคยแพ้ โดยเป็นฝ่ายชนะ 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่มยูโร 1980 และชนะช่วงดวลจุดโทษตัดสินในศึกยูโร 2012 หลังจบช่วงต่อเวลาพิเศษครบ 120 นาที เสมอ 0-0 เกมนี้ถือได้ว่า อังกฤษ ครองความเป็นเจ้าบ้านไปเลย เพราะได้ลงเล่นบนแผ่นดินเกิดต่อหน้าแฟนบอลของตัวเองไปเลยด้วย และทำผลงานในช่วงตลอดทัวร์นาเมนต์นี้ได้แบบน่าประทับใจ แม้จะเสียประตูแรกไปแล้ว แต่มีแนวรุกที่ไว้ใจได้จากการสอยตาข่ายได้แบบเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับ แฮร์รี่ เคน ซึ่งเป็น 2 ตัวหลักในแดนหน้า จึงหมายมั่นปั้นมือหวังคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกให้ได้ ส่วน อิตาลี ถือว่าแกร่งทั่วแผ่นจริงๆ และมีขุมกำลังนักเตะที่ลงตัวมากๆ รวมถึงพวกตัวสำรองที่พร้อมลงมาพลิกเกมได้ด้วย คาดว่าทั้งสองทีมพร้อมเล่นกันแบบรัดกุมเพื่อรอโอกาสจังหวะให้มีความผิดพลาดเกินไป แต่สุดท้าย อิตาลี น่าจะอาศัยความเก๋าเฉือนชนะความสดของ อังกฤษ และทะยานเข้าป้ายแชมป์ยูโร 2020 พร้อมกับครองบัลลังก์เจ้ายุโรปเป็นสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ      

ผลที่คาด – อิตาลี เสมอ อังกฤษ 1-1 (อิตาลี ชนะช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1)

ตารางการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รวมตั้งแต่คู่แรก

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันพุธที่ 7 ก.ค. 2021

ศึกฟุตบอลยูโร 2020 คืนวันพุธที่ 7 ก.ค.นี้ เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศกันแล้ว ซึ่งจะมีโปรแกรมลงเตะเพียงหนึ่งคู่ และเป็น “บิ๊กแมทช์” นัดดวลแข้งกันระหว่าง อิตาลี พบกับ สเปน ในเวลาตี 2 โดยสามารถติดตามบทวิเคราะห์ฟันธงจนถึงรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.นี้กันได้เลย 

บอลยูโร 2020 อิตาลี VS สเปน

อิตาลี VS สเปน

สนาม : เวมบลีย์, กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เวลา : 02.00 น.

อิตาลี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ชนะ ตุรกี 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เวลส์ 1-0 (ยูโร 2020)

ชนะต่อเวลา ออสเตรีย 2-1 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุด้ทาย หลังเสมอในช่วง 90 นาที 0-0)

ชนะ เบลเยี่ยม 2-1 (ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย)

คาดว่ากุนซือ โรแบร์โต้ มันชินี่ จะปรับทัพจากเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่เฉือนชนะ เบลเยี่ยม 2-1 และยังคงสานต่อสถิติไร้พ่าย 32 นัดติดต่อกันจากการลงเล่นในทุกรายการ นอกจากนี้ยังสร้างสถิติคว้าชัยในศึกยูโรนับตั้งแต่รอบคัดเลือกได้มากถึง 15 นัดรวด จึงพร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 เพื่อตามล่าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 ให้ได้ หลังจากที่เคยสัมผัสมาแล้วหนึ่งครั้งในศึกยูโร 1968 เมื่อ 53 ปีที่แล้ว โดยผู้รักษาประตูยังคงใช้ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ยืนเฝ้าเสาเหมือนเดิม แนวรับยังคงให้ 2 จอมเก๋า จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ยืนคู่กับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ส่วนแบ็กซ้ายหมดสิทธิ์ใช้งาน เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า ได้รับบาดเจ็บจนต้องพักยาว จึงน่าจะให้ เอแมร์ซอน พัลมิเอรี่ ลงไปทำหน้าที่แทน ขณะที่แบ็กขวายังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ อเล็กซานโดร ฟลอเรนซี่ หากลงเล่นไม่ได้จะให้ โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเหมือนเดิม แดนกลางไม่น่าจะใช้ มานูเอล โลคาเตลลี่ เพื่อเปิดทางให้ มาร์โก แวร์รัตติ ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ จอร์จินโญ่ และ นิโกโล่ บาเรลล่า แนวรุกน่าจะดร็อป โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ นั่งเป็นตัวสำรองต่อไป เนื่องจาก เฟเดริโก้ เคียซ่า ทำผลงานในตำแหน่งปีกขวาได้น่าประทับใจเพื่อประสานงานกับ ชิโร่ อิมโมบิเล่ และ ลอเรนโซ่ อินซิเญ่  

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า

แนวรับ : เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, เอแมร์ซอน พัลมิเอรี่

แดนกลาง : จอร์จินโญ่, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์โก แวร์รัตติ

แนวรุก : เฟเดริโก้ เคียซ่า, ชิโร่ อิมโมบิเล่, ลอเรนโซ่ อินซิเญ่

สเปน

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

เสมอ สวีเดน 0-0 (ยูโร 2020)

เสมอ โปแลนด์ 1-1 (ยูโร 2020)

ชนะ สโลวะเกีย 5-0 (ยูโร 2020)

ชนะต่อเวลา โครเอเชีย 5-3 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังเสมอ 90 นาที 3-3)

ชนะจุดโทษ โครเอเชีย 3-1 (ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังเสมอ 120 นาที 1-1)

คาดว่ากุนซือ หลุยส์ เอ็นริเก้ จะปรับทัพจากเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่เฉือนชนะ สวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงดวลจุดโทษตัดสิน 3-1 หลังเสมอกันจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษครบ 120 นาที 1-1 จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 แม้จะต้องออกแรงเหนื่อยในทุกๆ เกมก็ตาม โดยเฉพาะในรอบน็อคเอาท์ที่ต้องลงเตะจนถึง 120 นาทีทั้ง 2 เกมเลยด้วย แต่ยังไม่พบกับความปราชัยในศึกยูโร 2020 แม้แต่นัดเดียว และยังพร้อมตามล่าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 4 หลังจากที่เคยสัมผัสมาแล้ว 3 ครั้งในศึกยูโร 1964, 2008 และ 2012 ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยังคงให้ อูไน ซิมอน สวมบทเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม แนวรับยังต้องรอเช็กสภาพร่างกายของ เอริค การ์เซีย หากไม่ฟิตจะให้ เปา ตอร์เรส ยืนคู่กับ อายเมริก ลาปอร์ก ต่อไป ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งยังคงใช้บริการของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กับ ฆอร์ดี้ อัลบา แดนกลางพร้อมจับ ติอาโก้ อัลคานทาร่า นั่งเป็นตัวสำรองต่อไป เพื่อให้ เปดรี้ ยืนคุมเกมร่วมกับ เซร์คิโอ บุสเกตส์ และ โกเก้ เพราะตอนนี้แผงมิดฟิลด์มีความลงตัวอยู่แล้วด้วย แนวรุกหมดสิทธิ์ใช้งาน ปาโบล ซาราเบีย มีปัญหาบาดเจ็บ จึงพร้อมให้ ดานี่ โอลโม่ ลงไปยืนเป็นปีกขวา และน่าจะใช้ เฟร์ราน ตอร์เรส สวมบทเป็นปีกซ้าย ส่วนกองหน้าตัวเป้ายังคงใช้ อัลบาโร่ โมราต้า       

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : อูไน ซิมอน

แนวรับ : เปา ตอร์เรส, อายเมริก ลาปอร์ก, ฆอร์ดี้ อัลบา, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า

แดนกลาง : โกเก้, เซร์คิโอ บุสเกตส์, เปดรี้

แนวรุก : อัลบาโร่ โมราต้า, เฟร์ราน ตอร์เรส, ดานี่ โอลโม่

ผลการพบกัน 5 เกมหลังสุด

สเปน ชนะ อิตาลี 1-0 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2014

อิตาลี เสมอ สเปน 1-1 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2016

อิตาลี ชนะ สเปน 2-0 ในศึกฟุตบอลยูโร 2016 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2016

อิตาลี เสมอ สเปน 1-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนยุโรป เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2016

สเปน ชนะ อิตาลี 3-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนยุโรป เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2017

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง อิตาลี VS สเปน

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 33 นัด ปรากฎว่า อิตาลี มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อย โดยเป็นฝ่ายชนะ 12 เกม เสมอ 12 เกม และแพ้ 9 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนยุโรปเมื่อปี 2017 ปรากฎว่า สเปน เปิดบ้านชนะ 3-0 นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังเคยเผชิญหน้ากันในรอบสุดท้ายของศึกยูโรมาแล้วทั้งหมด 5 เกม ปรากฎว่า อิตาลี เหนือกว่า เพราะเป็นฝ่ายชนะ 2 เกม เสมอ 2 เกม และแพ้เพียงนัดเดียวในศึกยูโร 2012 รอบชิงชนะเลิศ ด้วยสกอร์ 0-4 และเพิ่งเจอกันในศึกยูโร 2016 รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดย อิตาลี เป็นฝ่ายชนะ 2-0 แน่นอนว่า อิตาลี ได้รับการยกย่องให้เป็นทีมเต็งแชมป์จากการโชว์ฟอร์มในศึกยูโร 2020 ได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน และมีขุมกำลังนักเตะที่แข็งแกร่งมากๆ แม้จะต้องมีการปรับแผงแนวรับตรงตำแหน่งฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งก็ตาม ส่วนแนวรุกมีความดุดันมากขึ้นจากการให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า ลงไปลากเลี้ยงบอลทางด้านขวา ส่วน สเปน ยิ่งเล่นยิ่งทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ หากเทียบกับผลงานในรอบแบ่งกลุ่มที่กว่าจะคว้าชัยในแต่ละเกมช่วงลำบากยากเย็นเหลือเกิน แต่มีจุดเด่นในแดนกลางที่ครองบอลได้อย่างเหนียวแน่นอน ถ้าดูจากภาพรวมต้องบอกว่า อิตาลี มีความลงตัวมากกว่า สเปน ซึ่งยังต้องปรับปรุงทีมในบางตำแหน่งกันแบบนัดต่อนัด จึงน่าจะเก็บชัยได้แบบหวุดหวิด   

ผลที่คาด – อิตาลี ชนะ สเปน 2-1

โปรแกรมบอลยูโร 2020

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันพฤหัสที่ 8 ก.ค. 2021

ศึกฟุตบอลยูโร 2020 คืนวันพฤหัสบดีที่ 8 ก.ค.นี้ เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศกันแล้ว ซึ่งจะมีโปรแกรมลงเตะเพียงหนึ่งคู่ อังกฤษ พบกับ เดนมาร์ก ในเวลาตี 2 โดยสามารถติดตามบทวิเคราะห์ฟันธงจนถึงรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.นี้กันได้เลย 

บอลยูโร 2020 อังกฤษ vs เดนมาร์ก

อังกฤษ VS เดนมาร์ก

สนาม : เวมบลีย์, กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เวลา : 02.00 น.

อังกฤษ

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ โครเอเชีย 1-0 (ยูโร 2020)

เสมอ สกอตแลนด์ 0-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เยอรมนี 2-0 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

ชนะ ยูเครน 4-0 (ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย)

คาดว่ากุนซือ แกเรธ เซาธ์เกต จะปรับทัพจากเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ไล่ต้อน ยูเครน 4-0 และยังไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียวเลยด้วยซ้ำ จึงพร้อมเดินหน้าล่าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยแรกให้ได้ เพราะเคยทำได้ดีที่สุดเพียงผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในศึกยูโร 1968 และยูโร 1996 จึงพร้อมจัดทัพใหญ่ลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 โดยสามารถใช้งานพวกแข้งหลักได้ทั้งหมดเลยด้วย เริ่มจากผู้รักษาประตูยังคงให้ จอร์แดน พิคฟอร์ด สวมบทเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม แนวรับยังคงใช้ จอห์น สโตนส์ ยืนคู่กับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งจะใช้บริการของ ลุค ชอว์ กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ต่อไป แดนกลางไม่น่าจะให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริง แม้จะเพิ่งประเดิมยิงประตูแรกในนามทีมชาติได้จากเกมนัดก่อนก็ตาม จึงพร้อมให้ คัลวิน ฟิลลิปส์ ยืนคุมเกมคู่กับ ดีแคลน ไรซ์ เพราะยังคงเล่นเข้าขารู้ใจกันเป็นอย่างมาก แนวรุกยังต้องรอดูว่าจะมีการเปลี่ยนตัวปีกขวาหรือไม่ เพราะมีตัวเลือกในตำแหน่งนี้ให้ใช้งานได้หลายคนเลย โดยเฉพาะ ฟิล โฟเด้น, จาดอน ซานโซ่ รวมถึง บูกาโย่ ซาก้า แต่น่าจะให้รายแรกกลับมาลงสนามตั้งแต่นาทีแรกอีกครั้ง ส่วน เมสัน เมาท์ น่าจะได้ลงไปสวมบทเป็นจอมทัพตามเดิม ขณะที่ปีกซ้ายยังคงใช้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เพื่อประสานงานกับ แฮร์รี่ เคน ยังคงยืนเป็นหัวหอกเหมือนเช่นเคย          

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จอร์แดน พิคฟอร์ด

แนวรับ : แฮร์รี่ แม็คไกวร์, จอห์น สโตนส์, ไคล์ วอล์กเกอร์, ลุค ชอว์

แดนกลาง : คัลวิน ฟิลลิปส์, ดีแคลน ไรซ์, เมสัน เมาท์

แนวรุก : ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ฟิล โฟเด้น, แฮร์รี่ เคน

เดนมาร์ก

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

แพ้ ฟินแลนด์ 0-1 (ยูโร 2020)

แพ้ เดนมาร์ก 1-2 (ยูโร 2020)

ชนะ รัสเซีย 4-1 (ยูโร 2020)

ชนะ เวลส์ 4-0 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 2-1 (ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย)

คาดว่ากุนซือ แคสเปอร์ ฮูลมานด์ จะปรับทัพจากเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่เฉือนชนะ สาธารณรัฐเช็ก 2-1 เพื่อลุ้นคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 หลังจากที่เคยสัมผัสมาแล้วหนึ่งครั้งในศึกยูโร 1992 เมื่อ 29 ปีที่แล้ว แม้จะพบกับความพ่ายแพ้จาก 2 เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่ม แต่หลังจากนั้นสามารถเร่งฟอร์มจนคว้าชัยได้ถึง 3 เกมติดต่อกัน และมีเกมรุกที่เฉียบคมจากการสอยตาข่ายไปแล้วถึง 11 ประตูเลยทีเดียว จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 3-4-3 แต่จะไม่มี คริสเตียน อีริคเซ่น ซึ่งมีปัญหาเรื่องสุขภาพจากอาการวูบหมดสติในนัดประเดิมสนามนั่นเอง โดยผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล สวมบทเป็นมือหนึ่งต่อไป แนวรับยังคงให้ ซิมง เคียร์ สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมเพื่อยืนคุมแดนหลังร่วมกับ ยานนิค เวสเตอร์การ์ด และ อันเดรียส คริสเตียนเซ่น แดนกลางยังคงใช้ โธมัส เดลานีย์ ยืนคุมเกมคู่กับ ปิแอร์ ฮอยเบิร์ก ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองข้างจะใช้บริการของ โจอาคิม มาห์เล่ กับ ดาเนี่ยล วาสส์ ส่วนแนวรุกยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ ยุสเซฟ โพลเซ่น แต่ไม่น่าจะได้กลับมาลงเล่นเป็นตัวจริง เพราะ 3 ประสานในแดนหน้ากำลังเล่นกันได้แบบลงตัว จึงพร้อมให้ มาร์ติน เบรธเวท กับ มิคเคล ดัมสการ์ด ยืนเล่นเป็นปีกทั้งสองฝั่ง และวาง แคสเปอร์ โดลเบิร์ก ซึ่งยิงไปแล้ว 3 ประตูยืนเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าเหมือนเดิม      

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

แนวรับ : ซิมง เคียร์, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด, อันเดรียส คริสเตียนเซ่น

แดนกลาง : ปิแอร์ ฮอยเบิร์ก, โธมัส เดลานีย์, โจอาคิม มาห์เล่, ดาเนี่ยล วาสส์

แนวรุก : มาร์ติน เบรธเวท, มิคเคล ดัมสการ์ด, แคสเปอร์ โดลเบิร์ก 

ผลการพบกัน 5 เกมหลังสุด

เดนมาร์ก ชนะ อังกฤษ 4-1 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2005

เดนมาร์ก แพ้ อังกฤษ 1-2 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2011

อังกฤษ ชนะ เดนมาร์ก 1-0 ในศึกฟุตบอลนัดกระชับมิตร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2014

เดนมาร์ก เสมอ อังกฤษ 0-0 ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2020

อังกฤษ แพ้ เดนมาร์ก 0-1 ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2020

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง อังกฤษ vs เดนมาร์ก

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 21 นัด ปรากฎว่า อังกฤษ มีสถิติเหนือกว่าอยู่พอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 12 เกม เสมอ 5 เกม และแพ้ 4 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เมื่อปี 2020 ปรากฎว่า อังกฤษ เป็นฝ่ายแพ้คาบ้าน 0-1 นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังเคยเผชิญหน้ากันในรอบสุดท้ายของศึกยูโรมาแล้ว 1 เกมในศึกยูโร 1992 รอบแบ่งกลุ่ม ปรากฎว่าลงเอยด้วยผลเสมอ 0-0 ตอนนี้ อังกฤษ กลายเป็นทีมเต็งแชมป์แบบเต็มตัวไปแล้ว หลังโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมแบบต่อเนื่อง และมีแนวรับเหนียวแน่นมากๆ จากการที่ยังไม่โดนเจาะตาข่ายแม้แต่ลูกเดียว แถมยังเริ่มมีแนวรุกที่เข้าฝักจากการยิงประตูในรอบน็อคเอาท์ไปแล้วถึง 6 ประตูเลยด้วย โดยเฉพาะ แฮร์รี่ เคน กองหน้าตัวเก่งที่กลับมาซัดไปแล้วถึง 3 ประตู ส่วน เดนมาร์ก แม้จะทำผลงานในรอบแบ่งกลุ่มได้แบบทุลักทะเล แต่กลับโชว์ฟอร์มในรอบน็อคเอาท์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยนักเตะทุกคนพร้อมร่วมใจกันเล่นเพื่อ คริสเตียน อีริคเซ่น เพื่อนร่วมทีมที่ชวดลงสนามจากปัญหาเรื่องสุขภาพ  และมีแนวรุกที่ไว้ใจได้จากผลงานของ แคสเปอร์ โดลเบิร์ก ซึ่งยิงในรอบน็อคเอาท์ไปแล้ว 3 เม็ด แต่ดูแล้ว อังกฤษ มีสภาพทีมที่ลงตัวมากกว่า เดนมาร์ก และมีขุมกำลังนักเตะสำรองที่พร้อมลงมาช่วยพลิกเกมหลายคนเลยด้วย ดังนั้น อังกฤษ น่าจะเป็นฝ่ายคว้าชัยแล้วผ่านเข้าชิงเป็นครั้งแรกได้เสียที

ผลที่คาด – อังกฤษ ชนะ เดนมาร์ก 2-1

โปรแกรมบอลยูโร 2020

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันศุกร์ที่ 2 ก.ค. 2021

ศึกฟุตบอลยูโร 2020 คืนวันศุกร์ที่ 2 ก.ค.นี้ เดินทางมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายกันแล้ว ซึ่งจะมีโปรแกรมลงเตะทั้ง 2 คู่ เริ่มต้นกันด้วยคู่ “บิ๊กแมทช์” เป็นการดวลแข้งกันระหว่าง เบลเยี่ยม พบกับ อิตาลี ในเวลา 5 ทุ่ม และปิดท้ายด้วย สวิตเซอร์แลนด์ พบกับ สเปน ในเวลาตี 2 โดยสามารถติดตามบทวิเคราะห์ฟันธงกันได้ทุกวันจนถึงรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.นี้กันได้เลย 

บอลยูโร 2020 สวิตเซอร์แลนด์ VS สเปน

สวิตเซอร์แลนด์ VS สเปน

สนาม : เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดี้ยม, เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย

เวลา : 02.00 น.

สวิตเซอร์แลนด์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ชนะ ลิกเท่นสไตน์ 7-0 (เหย้า)

เสมอ เวลส์ 1-1 (ยูโร 2020)

แพ้ อิตาลี 0-3 (ยูโร 2020)

ชนะ ตุรกี 3-1 (ยูโร 2020)

ชนะจุดโทษ ฝรั่งเศส 5-4 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังต่อเวลาครบ 120 นาที เสมอ 3-3)

คาดว่ากุนซือ วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช จะปรับทัพจากเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เฉือนชนะ ฝรั่งเศส ในช่วงดวลจุดโทษตัดสิน 5-4 หลังเสมอกันจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษครบ 120 นาที 3-3 โดยพร้อมให้พวกตัวหลักลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 3-4-1-2 เหมือนเดิม ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ ยานน์ ซอมเมอร์ ยืนเฝ้าเสาเหมือนเช่นเคย แนวรับยังคงใช้ 3 ประสาน นิโก้ เอลเวดี้, มานูเอล อคานญี่ และ ริคาร์โด้ โรดริเกซ ซึ่งจริงๆ แล้วสวมบทฟูลแบ็กฝั่งซ้าย แต่ถูกจับขยับมายืนเป็นกองหลังแล้วทำผลงานได้ดีกว่า ฟาเบียน ชาร์ แดนกลางไร้ กรานิท ชาก้า ติดโทษแดงจากการสะสมใบเหลืองครบกำหนด จึงน่าจะให้ เดนิส ซากาเรีย ลงไปยืนคุมเกมคู่กับ เรโม ฟรอยเลอร์ ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองข้างน่าจะใช้ ซิลวาน วิดเมอร์ กับ สตีเว่น ซูเบอร์ ซึ่งครองสถิติเป็นนักเตะที่จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมยิงประตูได้มากที่สุดในศึกยูโร 2020 ไปแล้วถึง 4 แอสซิสต์ ส่วนแนวรุกยังคงวาง เซอร์ดาน ชากิรี่ ยืนเป็นจอมทัพอยู่ด้านหลังของคู่กองหน้า บรีล เอ็มโบโล่ กับ ฮาริส เซเฟโรวิช       

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : ยานน์ ซอมเมอร์

แนวรับ : นิโก้ เอลเวดี้, ริคาร์โด้ โรดริเกซ, มานูเอล อคานญี่

แดนกลาง : เรโม ฟรอยเลอร์, เดนิส ซากาเรีย, สตีเว่น ซูเบอร์, ซิลวาน วิดเมอร์

แนวรุก : เซอร์ดาน ชากิรี่, ฮาริส เซเฟโรวิช, บรีล เอ็มโบโล่

สเปน

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ ลิทัวเนีย 4-0 (เหย้า)

เสมอ สวีเดน 0-0 (ยูโร 2020)

เสมอ โปแลนด์ 1-1 (ยูโร 2020)

ชนะ สโลวะเกีย 5-0 (ยูโร 2020)

ชนะต่อเวลา โครเอเชีย 5-3 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังเสมอ 90 นาที 3-3)

คาดว่ากุนซือ หลุยส์ เอ็นริเก้ จะปรับทัพจากเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ต่อเวลาพิเศษชนะ โครเอเชีย 5-3 หลังเสมอในช่วง 90 นาที 3-3 และยังไม่พบกับความพ่ายแพ้เลยด้วย จึงพร้อมทัพใหญ่ลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 โดยผู้รักษาประตูน่าจะได้ ดาบิด เด เคอา หายเจ็บแล้วฟิตกลับมานั่งเป็นตัวสำรองของ อูไน ซิมอน นายทวารมือหนึ่ง แนวรับยังต้องรอดูอาการบาดเจ็บของ เอริค การ์เซีย ซึ่งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดก่อน หากลงเล่นไม่ได้จะให้ เปา ตอร์เรส กลับไปยืนคู่กับ อายเมริก ลาปอร์ก อีกครั้ง ส่วนฟูลแบ็กฝั่งซ้ายน่าจะดร็อป โฆเซ่ กาย่า เพื่อให้ ฆอร์ดี้ อัลบา กลับมายืนคนละด้านกับ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แดนกลางไม่น่าจะให้ ติอาโก้ อัลคานทาร่า ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง โดยน่าจะใช้ เปดรี้ ลงไปคุมเกมร่วมกับ โกเก้ และ เซร์คิโอ บุสเกตส์ ส่วนแนวรุกรอชั่งใจเลือกระหว่าง ดานี่ โอลโม่ กับ เฟร์ราน ตอร์เรส ในตำแหน่งตัวริมเส้นฝั่งขวา แต่ทางฝั่งซ้ายน่าจะให้ ปาโบล ซาราเบีย ลงไปประสานงานกับ อัลบาโร่ โมราต้า พร้อมยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าเหมือนเดิม   

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : อูไน ซิมอน

แนวรับ : อายเมริก ลาปอร์ก, เปา ตอร์เรส, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ฆอร์ดี้ อัลบา

แดนกลาง : โกเก้, เปดรี้, เซร์คิโอ บุสเกตส์

แนวรุก : อัลบาโร่ โมราต้า, ปาโบล ซาราเบีย, เฟร์ราน ตอร์เรส

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง สวิตเซอร์แลนด์ VS สเปน

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 22 นัด ปรากฎว่า สเปน พกสถิติข่มแบบมิดด้ามเลย โดยเป็นฝ่ายชนะ 16 เกม  เสมอ 5 เกม และแพ้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ซึ่งเคยขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2010 นัดประเดิมสนามรอบแบ่งกลุ่มจากการปราชัยด้วยสกอร์ 0-1 ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เมื่อปี 2020 ปรากฎว่า เสมอในบ้านของ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1 แม้จะทำผลงานในภาพรวมได้ไม่ดีเลย แต่ สเปน ยังสามารถเอาตัวรอดได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีทีมที่ลงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย หลังจากที่ได้ เซร์คิโอ บุสเกตส์ หายป่วยจากโควิด-19 กลับมาช่วยยืนคุมแดนกลางอีกครั้ง ส่วนแนวรุกเริ่มผลิตสอร์ได้แบบถล่มทลาย และสถิติเป็นทีมแรกในเกมรอบสุดท้ายของศึกยูโรที่ยิงได้ 5 ประตูถึง 2 เกมติดต่อกัน ขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่งสร้างเซอร์ไพรส์จากการเขี่ย ฝรั่งเศส แชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ตกรอบมาหมาดๆ จึงถือยกให้เป็นหนึ่งในม้ามืดที่มีโอกาสลุ้นคว้าแชมป์ได้เหมือนกัน แม้ตอนนี้จะมีเกมรุกที่สามารถไว้วางใจได้อยู่ แต่นัดนี้จะไม่มี กรานิท ชาก้า มิดฟิลด์กัปตันทีมที่ติดโทษแบน ดังนั้น สเปน น่าจะมีสิทธิ์ผ่านเข้าถึงรอบตัดเชือกจากการเฉือนชนะได้แบบหวุดหวิด     

ผลที่คาด – สวิตเซอร์แลนด์ แพ้ สเปน 1-2 

โปรแกรมบอลยูโร 2020

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันเสาร์ที่ 3 ก.ค. 2021

บอลยูโร 2020 เบลเยี่ยม VS อิตาลี

เบลเยี่ยม VS อิตาลี

สนาม : ฟุตบอล อารีน่า มิวนิค, เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี

เวลา : 23.00 น.

เบลเยี่ยม

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ โครเอเชีย 1-0 (เหย้า)

ชนะ รัสเซีย 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เดนมาร์ก 2-1 (ยูโร 2020)

ชนะ ฟินแลนด์ 2-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เบลเยี่ยม 1-0 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

คาดว่ากุนซือ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ จะปรับทัพจากเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เฉือนชนะ โปรตุเกส แชมป์เก่า 1-0 และเตรียมปรับแดนหน้าค่อนข้างแน่ แต่ยังพร้อมให้พวกแข้งดังออกสตาร์ทป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-2-1 ไล่ตั้งแต่ ผู้รักษาประตูจะให้ ติโบต์ กูร์ตัวส์ ยืนเฝ้าเสาต่อไป แนวรับไม่น่าจะใช้ เดดริก โบยาต้า กับ เจสัน เดนาแยร์ เพื่อให้ 3 กองหลังจอมเก๋า โธมัส แฟร์มาเลน, โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ และ แยน แฟร์ทองเก้น ยืนด้วยกันไปเลย แดนกลางพร้อมให้ อักเซล วิตเซล ยืนคุมเกมคู่กับ ยูริ ติเลอมองส์ ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งยังคงเป็นหน้าที่ของ โธมัส มูนิเยร์ กับ ธอร์ก็อง อาซาร์ แนวรุกยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ เอเดน อาซาร์ กับ เควิน เดอ บรอยน์ ได้รับบาดเจ็บจากเกมนัดที่แว แต่คาดว่าทั้งคู่ไม่น่าจะได้กลับมาลงเล่นเป็นตัวจริง จึงน่าจะขยับ ยานนิค คาร์ราสโก้ จากตัวริมเส้นให้มายืนเป็นตัวปั้นเกมคู่กับ ดรีส เมอร์เท่นส์ เพื่อป้อนบอลให้กับ โรเมลู ลูกากู ซึ่งพร้อมสวมบทเป็นกองหน้าตัวเป้าเหมือนเดิม     

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์ตัวส์

แนวรับ : แยน แฟร์ทองเก้น, โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์, โธมัส แฟร์มาเลน

แดนกลาง : โธมัส มูนิเยร์, ธอร์ก็อง อาซาร์, ยูริ ติเลอมองส์, อักเซล วิตเซล

แนวรุก : โรเมลู ลูกากู, ดรีส เมอร์เท่นส์, ยานนิค คาร์ราสโก้

อิตาลี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ชนะ ซาน มาริโน 7-0 (เหย้า)

ชนะ ตุรกี 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เวลส์ 1-0 (ยูโร 2020)

ชนะต่อเวลา ออสเตรีย 2-1 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุด้ทาย หลังเสมอในช่วง 90 นาที 0-0)

คาดว่ากุนซือ โรแบร์โต้ มันชินี่ จะปรับทัพจากเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เฉือนชนะ ออสเตรีย ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 หลังจบ 90 นาที เสมอ 0-0 และยังคงรักษาสถิติไร้พ่ายจากการลงเล่นในทุกรายการเอาไว้ได้ถึง 31 นัดติดต่อกัน โดยพร้อมให้พวกแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 เริ่มจากผู้รักษาประตูยังคงใช้ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่ง แนวรับมีลุ้นได้ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ หายเจ็บแล้วฟิตกลับมาช่วยทีม แต่ถ้าลงเล่นไม่ได้จะให้ ฟรานเชสโก้ อาแซร์บี้ ยืนคู่กับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ต่อไป ส่วนแบ็กขวารอเช็กสภาพร่างกายของ อเล็กซานโดร ฟลอเรนซี่ หากยังไม่หายเดี้ยงจะให้ โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ลงไปยืนคนละฝั่งกับ เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า แดนกลางรอชั่งใจเลือกระหว่าง มานูเอล โลคาเตลลี่ กับ มาร์โก แวร์รัตติ เพื่อให้ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ นิโกโล่ บาเรลล่า และ นิโกโล่ บาเรลล่า แนวรุกอาจเปลี่ยนปีกขวาด้วยการดร็อป โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ เพื่อให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า ลงไปประสานงานกับ ลอเรนโซ อินซิเญ่ และ ชิโร่ อิมโมบิเล่       

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า

แนวรับ : โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, ฟรานเชสโก้ อาแซร์บี้, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า

แดนกลาง : มานูเอล โลคาเตลลี่, จอร์จินโญ่, นิโกโล่ บาเรลล่า

แนวรุก : ลอเรนโซ่ อินซิเญ่, ชิโร่ อิมโมบิเล่, เฟเดริโก้ เคียซ่า

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง เบลเยี่ยม VS อิตาลี

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 22 นัด ปรากฎว่า อิตาลี มีสถิติเหนือกว่าเยอะเลย โดยเป็นฝ่ายชนะ 14 เกม เสมอ 4 เกม และแพ้ 4 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกยูโร 2016 รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อปี 5 ปีก่อน ปรากฎว่า เบลเยี่ยม เป็นฝ่ายแพ้ 0-2 ถือว่าคู่นี้เป็นเกมระดับ 5 ดาวอย่างแน่นอน เพราะเป็นการเผชิญหน้ากันของ 2 ชาติลูกหนังที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ อิตาลี ซึ่งไร้พ่ายมาแล้วถึง 30 กว่าเกม และมีแนวรับที่เหนียวแน่นมากๆ ส่วนแนวรุกสามารถผลิตสกอร์ได้แบบต่อเนื่อง และคาดว่า มานูเอล โลคาเตลลี่ มิดฟิลด์จอมยิงแถวสองน่าจะได้กลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงอีกครั้ง แต่ อิตาลี ยังไม่ได้ผ่านเกมหนักๆ จากการดวลแข้งกับทีมใหญ่ๆ ในทัวร์นาเมนต์นี้เลย ซึ่งตรงข้ามกับ เบลเยี่ยม ที่เพิ่งผ่าน โปรตุเกส แชมป์เก่ามาได้แบบไม่ยากเย็กนัก และต้องสังเวย 2 แนวรุกตัวเก่งอย่าง เอเดน อาซาร์ กับ เควิน เดอ บรอยน์ ที่เจอโรคเดี้ยงเล่นงานจากนัดก่อนเหมือนกันทั้งคู่ แต่ยังคงมีพวกดาวดังให้เลือกใช้งานได้อีกหลายคนเลย ดังนั้นเกมคู่นี้มีโอกาสจบลงด้วยผลเสมอในช่วงเวลาปกติ เพราะน่าจะเล่นกันแบบรัดกุมเพื่อดูเชิงกันไป แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว เบลเยี่ยม น่าจะมีทีเด็ดในช่วงต่อเวลาพิเศษ และทะลุผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกได้สำเร็จ  

ผลที่คาด – เบลเยี่ยม เสมอ อิตาลี 1-1 (เบลเยี่ยม ชนะช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1)

บอลยูโร 2020 สาธารณรัฐเช็ก VS เดนมาร์ก

สาธารณรัฐเช็ก VS เดนมาร์ก

สนาม : โอลิมปิก สเตเดี้ยม, กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน

เวลา : 23.00 น.

สาธารณรัฐเช็ก

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ แอลเบเนีย 3-1 (เหย้า)

ชนะ สกอตแลนด์ 2-0 (ยูโร 2020)

เสมอ โครเอเชีย 1-1 (ยูโร 2020)

แพ้ อังกฤษ 0-1 (ยูโร 2020)

ชนะ ฮอลแลนด์ 2-0 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

คาดว่ากุนซือ ยาโรสลาฟ ซิลฮาวี่ จะปรับทัพจากเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ชนะ ฮอลแลนด์ 2-0 โดยพร้อมให้บรรดาแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงตามแผนการเเล่นแบบ 4-2-3-1 เหมือนเดิม เพราะไร้ปัญหานักเตะได้รับบาดเจ็บ ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูจะให้ โทมัส วาคลิก สวมบทเป็นมือหนึ่งแน่นอน แนวรับเป็นหน้าที่ของ โทมัส คาลาส ยืนคู่กับ ออนเดรจ์ เซลุสต์ก้า ส่วนฟูลแบ็กฝั่งซ้ายส่อดร็อป พาเวล คาเดราเบ็ค เพราะจะได้ แยน โบริล พ้นโทษแบนกลับมายืนคนละด้านกับ วลาดิเมียร์ คูฟาล แดนกลางยังคงวาง โทมัส โฮเลส ยืนคุมเกมคู่กับ โทมัส ซูเช็ก ส่วนแนวรุกส่อปรับ 2 ตำแหน่ง โดยต้องรอชั่งใจเลือกระหว่าง วลาดิเมียร์ ดาริด้า หรือ อันโตนิน บารัค ว่าจะให้ใครสวมบทเป็นจอมทัพ เช่นเดียวกับปีกซ้ายที่มีให้เลือกถึง 2 คน นั่นก็คือ ยาคุบ ยังค์โก้ หรือ ปีเตอร์ เซฟซิก แต่ปีกขวายังคงใช้ ลูคัส มาโซปุสต์ ส่วน พาทริค ชิก ยังคงพร้อมยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า หลังยิงประตูในศึกยูโร 2020 ไปแล้ว 4 ลูก

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : โทมัส วาคลิก

แนวรับ : พาเวล คาเดราเบ็ค, อองเดร์จ เซลุสต์ก้า, โทมัส คาลาส, วลาดิเมียร์ คูฟาล

แดนกลาง : โทมัส ซูเซ็ก, โทมัส โฮเลส, วลาดิเมียร์ ดาริด้า

แนวรุก : ปีเตอร์ เซฟซิก, ลูคัส มาโซปุสต์, พาทริค ชิก

เดนมาร์ก

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ บอสเนีย 2-0 (เหย้า)

แพ้ ฟินแลนด์ 0-1 (ยูโร 2020)

แพ้ เดนมาร์ก 1-2 (ยูโร 2020)

ชนะ รัสเซีย 4-1 (ยูโร 2020)

ชนะ เวลส์ 4-0 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

คาดว่ากุนซือ แคสเปอร์ ฮูลมานด์ จะปรับทัพจากเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ถล่ม เวลส์ 4-0 จึงพร้อมจัดทัพใหญ่ลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 3-4-3 แม้จะต้องรอเช็กความฟิตของนักเตะบางราย แต่ยังใช้งานพวกแข้งหลักได้ทั้งหมด โดยผู้รักษาประตูยังคงให้ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ยืนเฝ้าเสาเหมือนเช่นเคย แนวรับรอเช็กสภาพความฟิตของ ซิมง เคียร์ มีปัญหาบาดเจ็บตรงบริเวณศีรษะ แต่คาดว่ายังสามารถสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมลงไปยืนร่วมกับ อันเดรียส คริสเตียนเซ่น และ ยานนิค เวสเตอร์การ์ด แดนกลางไม่มี คริสเตียน อีริคเซ่น ยังต้องพักรักษาตัวจากอาการวูบหมดสติในนัดประเดิมสนามเหมือนเดิม จึงน่าจะให้ ปิแอร์ ฮอยเบิร์ก ยืนคุมเกมคู่กับ โธมัส เดลานีย์ ต่อไป ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งจะใช้ ดาเนี่ยล วาสส์ กับ โจอาคิม มาห์เล่ ส่วนแนวรุกยังต้องรอเช็กสภาพร่างกายของ ยุสเซฟ โพลเซ่น แต่น่าจะให้ แคสเปอร์ โดลเบิร์ก ซึ่งจัดการซัดเบิ้ลเหมายิงคนเดียว 2 ประตูลงไปยืนเป็นกองหน้าเพื่อประสานงานกับ มาร์ติน เบรธเวท และ มิคเคล ดัมสการ์ด     

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

แนวรับ : อันเดรียส คริสเตียนเซ่น, ซิมง เคียร์, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด

แดนกลาง : โจอาคิม มาเอห์เล่, โธมัส เดลานีย์, ปิแอร์ ฮอยเบิร์ก, ดาเนี่ยล วาสส์

แนวรุก : มิคเคล ดัมสการ์ด, มาร์ติน เบรธเวท, แคสเปอร์ โดลเบิร์ก 

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง สาธารณรัฐเช็ก VS เดนมาร์ก

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 11 นัด ปรากฎว่า เดนมาร์ก มีสถิติเป็นรองเพียงเล็กน้อย โดยเป็นฝ่ายชนะ 2 เกม เสมอ 6 เกม และแพ้ 3 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในเกมนัดกระชับมิตร เมื่อปี 2016 ปรากฎว่า เสมอในบ้านของ สาธารณรัฐเช็ก 1-1 สำหรับเกมนี้ถือว่าเป็นการดวลแข้งกันของ 2 ทีมม้ามืดที่ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ได้แบบพลิกความคาดหมาย แม้จะพบกับความพ่ายแพ้จาก 2 นัดแรกในรอบแบ่งกลุ่ม และต้องเสีย คริสเตียน อีริคเซ่น ซึ่งมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ เดนมาร์ก ยังพร้อมลงเล่นด้วยความมั่นใจ หลังยิงประตูทีมคู่แข่งได้ถึง 4 ลูกมาแล้วถึง 2 เกมติดต่อกัน โดยพร้อมให้ แคสเปอร์ โดลเบิร์ก เป็นตัวทีเด็ดในแดนหน้าค่อนข้างแน่ ส่วน สาธารณรัฐเช็ก มีจุดเด่นในเรื่องของทีมเวิร์ก นอกจากนี้ยังมี พาทริค ชิก เป็นกองหน้าตัวความหวังที่พร้อมล่าตาข่ายได้แบบเฉียบคม แต่ เดนมาร์ก มีรูปแบบการเล่นเกมรุกที่หลากหลายมากกว่า จึงน่าจะเจาะตาข่ายของ สาธารณรัฐเช็ก ได้แบบไม่ยาก และน่าจะเป็นฝ่ายคว้าชัยได้ในที่สุด

ผลที่คาด – สาธารณรัฐเช็ก แพ้ เดนมาร์ก 1-2

ตรวจผลบอลยูโร 2020

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค. 2021

บอลยูโร 2020 ยูเครน VS อังกฤษ

ยูเครน VS อังกฤษ

สนาม : สตาดิโอ โอลิมปิโก้, กรุงโรม ประเทศอิตาลี

เวลา : 02.00 น.

ยูเครน

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ ไซปรัส 1-0 (เหย้า)

แพ้ ฮอลแลนด์ 2-3 (ยูโร 2020)

ชนะ มาซิโดเนียเหนือ 2-1 (ยูโร 2020)

แพ้ ออสเตรีย 0-1 (ยูโร 2020)

ชนะต่อเวลา สวีเดน 2-1 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังเสมอ 90 นาที 1-1)

คาดว่ากุนซือ อังเดร เชฟเชนโก้ จะปรับทัพจากเกมรอบสุดท้ายที่เฉือนชนะ สวีเดน ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 หลังเสมอในช่วงเวลาปกติ 90 นาที 1-1 แม้ว่าเกมนัดที่แล้วจะต้องเล่นกันจนถึง 120 นาที แต่ไม่มีปัญหานักเตะได้รับบาดเจ็บ จึงพร้อมให้พวกตัวหลักออกสตาร์ทั้งแต่นาทีแรกตามแผนการเล่นแบบ 3-5-2 โดยผู้รักษาประตูยังคงให้ จอร์จี้ บุชชาน ยืนเฝ้าเสาต่อไป แนวรับประกอบไปด้วย เซอร์เก คริฟท์ซอฟ ยืนร่วมกับ  อิลเลีย ซาบาร์นี่ และ มีโคล่า มัตเวียนโก้ แดนกลางจะได้ โอเล็กซานเดอร์ ซูบคอฟ ฟิตกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง แต่น่าจะให้ มีโคล่า ชาปาเรนโก้ ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ เซอร์เก ซีดอร์ชุค และ ทาราส สเตปาเนนโก้ ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งจะใช้ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ กับ โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ แนวรุกน่าจะดร็อป รัสลาน มาลินอฟสกี้ เพราะไม่น่าจะใช้งานผู้เล่นในตำแหน่งจอมทัพ เพื่อให้ อังเดร ยาร์โมเลนโก้ กับ โรมัน ยาเรมชุค ยืนเป็นกองหน้าคู่กันเหมือนเดิม      

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จอร์จี้ บุชชาน

แนวรับ : อิลเลีย ซาบาร์นี่, มีโคล่า มัตเวียนโก้, เซอร์เก คริฟท์ซอฟ

แดนกลาง : โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้, ทาราส สเตปาเนนโก้, มีโคล่า ชาปาเรนโก้, เซอร์เก ซีดอร์ชุค โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ

แนวรุก : โรมัน ยาเรมชุค, อังเดร ยาร์โมเลนโก้

อังกฤษ

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ โรมาเนีย 1-0 (เหย้า)

ชนะ โครเอเชีย 1-0 (ยูโร 2020)

เสมอ สกอตแลนด์ 0-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เยอรมนี 2-0 (ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

คาดว่ากุนซือ แกเรธ เซาธ์เกต จะปรับทัพจากเกมรอบสุดท้ายที่ชนะ เยอรมนี 2-0 และยังคงมีแดนหลังสุดแกร่งเหลือเกิน เพราะยังไม่เสียประตูในศึกยูโร 2020 แม้แต่ลูกเดียว จึงพร้อมให้พวกดาวดังลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 3-4-3 เพราะไม่มีแข้งหลักได้รับบาดเจ็บเลยด้วย เริ่มจากผู้รักษาประตูยังคงให้ จอร์แดน พิคฟอร์ด สวมบทเป็นมือหนึ่งยืนเฝ้าเสาต่อไป แนวรับไม่น่าจะเปลี่ยนไปจาก 3 ประสาน ประกอบไปด้วย แฮร์รี่ แม็คไกวร์, จอห์น สโตนส์ และพร้อมขยับ ไคล์ วอล์กเกอร์ จากตำแหน่งแบ็กขวาให้มายืนเป็นกองหลังเหมือนเดิม แดนกลางน่าจะใช้ ดีแคลน ไรซ์ คุมเกมคู่กับ คัลวิน ฟิลลิปส์ เพราะยิ่งเล่นยิ่งเข้าขารู้ใจกันเป็นอย่างดี ทำให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น่าจะเป็นเพียงตัวสอดแทรกที่มีโอกาสลุ้นแย่งตัวจริงต่อไป ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งน่าจะเป็นหน้าที่ของ ลุค ชอว์ กับ คีแรน ทริปเปียร์ แนวรุกรอชั่งใจเลือกปีกขวาว่าจะให้ใครลงสนาม ซึ่งมีตัวเลือกมากถึง 6 คนเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่ ฟิล โฟเด้น, จาดอน ซานโซ่, มาร์คัส แรชฟอร์ด, แจ็ค กรีลิช, บูกาโย่ ซาก้า รวมถึง เมสัน เมาท์ แต่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ยังคงยึดตำแหน่งปีกซ้ายจากการยิงประตูไปแล้วถึง 3 ลูก ส่วน แฮร์รี่ เคน ยังคงยืนค้ำเป็นกองหน้าในช่วงหลังปลดล็อกยิงลูกแรกได้แล้ว      

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จอร์แดน พิคฟอร์ด

แนวรับ : แฮร์รี่ แม็คไกวร์, จอห์น สโตนส์, ไคล์ วอล์กเกอร์

แดนกลาง : คัลวิน ฟิลลิปส์, ดีแคลน ไรซ์, ลุค ชอว์, คีแรน ทริปเปียร์

แนวรุก : ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แฮร์รี่ เคน, แจ็ค กรีลิช

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง ยูเครน vs อังกฤษ

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 7 นัด ปรากฎว่า อังกฤษ มีสถิติเหนือกว่าอยู่พอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 4 เกม เสมอ 2 เกม และแพ้เพียงแค่เกมเดียว ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก เมื่อปี 7 ปีก่อน ปรากฎว่า เสมอในบ้านของ ยูเครน 0-0 และเคยเจอกันในรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูโร 2012 เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ปรากฎว่า อังกฤษ เป็นฝ่ายชนะ 1-0 แม้จะต้องออกแรงเล่นถึงช่วงต่อเวลาพิเศษในรอบที่แล้ว แต่ ยูเครน ยังคงพร้อมจัดเต็มอย่างแน่นอน หลังได้ผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรก โดยพร้อมใช้งาน อังเดร ยาร์โมเลนโก้ กับ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ซึ่งค้าแข้งอยู่ในอังกฤษเป็นตัวชูโรง ส่วน อังกฤษ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ไปเลย เพราะสามารถเขี่ย เยอรมนี ตกรอบได้สำเร็จ และมีแนวรับสุดเหนียวแน่นจากการที่ยังไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว นอกจากนี้ แฮร์รี่ เคน ได้เริ่มนับหนึ่งจากการยิงลูกแรกในทัวร์นาเมนต์นี้ได้แล้วด้วย คาดว่าเกมนี้ทั้งสองทีมพร้อมเปิดเกมรุกเข้าใส่กันอย่างสนุก แต่สุดท้ายน่าจะเป็น อังกฤษ เก็บชัยได้แบบไม่ง่ายนัก  

ผลที่คาด – ยูเครน เสมอ อังกฤษ 1-1 (อังกฤษ ชนะช่วงต่อเลาพิเศษ 2-1)

โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020

บทวิเคราะห์ ฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 16 หรือ ยูโร 2020 ได้เดินทางมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายกันแล้ว ซึ่งยังคงจะแข่งขันกันแบบแพ้คัดออกตกรอบไปเลย เพื่อตามหา 4 ชาติลูกหนังที่จะได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศกันต่อไป แต่ไร้เงาของ โปรตุเกส แชมป์เก่าจากศึกยูโร 2016 เพราะกระเด็นตกรอบไปเสียแล้ว

8 ทีมสุดท้ายบนเส้นทางลุ้นแชมป์ยูโร 2020

เส้นทางยูโร 2020 รอบ 8 ทีม

อิตาลี ได้เวลาออกล่าแชมป์สมัยที่ 2

นับตั้งแต่คว้าแชมป์ได้ 1 สมัยจากศึกยูโร 1964 หลังจากนั้น อิตาลี ไม่เคยได้สัมผัสแชมป์รายการนี้อีกเลย จึงหมายมั่นปั้นมือหวังกลับไปยึดบัลลังก์เจ้าลูกหนังของทวีปยุโรปให้ได้อีกครั้ง และกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มสดแบบสุดขีด หลังสร้างสถิติไร้พ่ายจากการลงเล่นในทุกรายการมาแล้วถึง 31 เกมติดต่อกัน โดยมีจุดเด่นในเรื่องเกมรับที่เล่นกันได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้กุนซือ โรแบร์โต้ มันชินี่ ยังมีเกมรุกที่ไว้ใจได้อีกด้วย โดยเฉพาะ มานูเอล โลคาเตลลี่ ซึ่งสวมบทเป็นกองกลางตัวรับคอยทหน้าที่คุมเกมได้ดีอยู่แล้ว แถมยังทีเด็ดจากการเติมเกมบุกขึ้นไปยิงประตูได้อีกต่างหาก

อังกฤษ พร้อมไขว่คว้าเบอร์หนึ่งยุโรป

ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งทีมเต็งแชมป์รายการใหญ่มาโดยตลอด แม้จะเคยท่าดีทีเหลวจากการตกรอบก่อนเวลาอันควรอยู่เป็นประจำ แต่ตอนนี้ อังกฤษ ในยุคของกุนซือ แกเรธ เซาธ์เกต ยังคงบนอยู่เส้นทางลุ้นแชมป์ยูโร 2020 และมี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นตัวชูโรงในแนวรุก ขณะที่ แฮร์รี่ เคน ดาวยิงตัวเก่งสามารถเริ่มนับหนึ่งจากการยิงประตูแรกได้แล้วด้วย  พร้อมกับพกสถิติแนวรับสุดแกร่งจากการที่ยังไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว โดยก่อนหน้านี้เคยไปได้ไกลที่สุดเพียงแค่รอบรองชนะเลิศในศึกยูโร 1968 และยูโร 1996 จึงหมายมั่นปั้นมือหวังยึดตำแหน่งเบอร์หนึ่งยุโรปเป็นครั้งแรกให้ได้เสียที

สเปน ชื่อนี้ยังคงแข็งแกร่งอยู่เสมอ

แม้จะทำผลงานในรอบแบ่งกลุ่มได้ไม่ดีนัก แต่ สเปน ยังสามารถเอาตัวรอดมาได้ และค่อยๆ เรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้แล้ว จึงสามารถทะลุผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ พร้อมกับอยู่บนเส้นทางลุ้นแชมป์เป็นสมัยที่ 4 หลังจากที่เคยยึดบัลลังก์เจ้าลูกหนังของทวีปมาแล้วถึง 3 สมัยจากศึกยูโร 1964, ยูโร 2008 รวมถึงยูโร 2012 โดยกุนซือ หลุยส์ เอ็นริเก้ ยังคงไว้ใจฝีเท้าของ อัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าตัวเก่งในแบบที่ไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้โอกาสยิงประตูได้เปลืองเหลือเกิน เพราะยังคงสอยตาข่ายให้บ้านเกิดได้อยู่นั่นเอง

เบลเยี่ยม หวังขึ้นบัลลังก์เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาด

นี่คือหมายเลข 1 จากการจัดอันดับทีมลูกหนังชายทั่วโลกของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า แม้จะเป็นชาติลูกหนังที่เต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีมาโดยตลอด แต่ เบลเยี่ยม ยังไม่เคยได้สัมผัสแชมป์รายการใหญ่แม้แต่ครั้งเดียว โดยเคยทำผลงานได้ดีที่สุดจากการเข้าป้ายรองแชมป์ยูโร 1980 ส่วนในยุคปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ และมีดาวเตะชื่อเสียงให้เลือกใช้งานเต็มไปหมดเลย แม้จะต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ เอเดน อาซาร์ กับ เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเหมือนกันเลยก็ตาม จึงพร้อมออกไปตามล่าความสำเร็จเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายให้ได้

เดนมาร์ก ขอย้อนรอยตำนานบทเก่า

เคยสร้างตำนานช็อกโลกเมื่อ 29 ปีที่แล้ว เพราะสามารถผงาดคว้าแชมป์ยูโร 1992 ได้แบบพลิกล็อก แม้จะออกสตาร์ทในศึกยูโร 2020 ด้วยความพ่ายแพ้ในรอบแบ่งกลุ่มถึง 2 เกมซ้อน และต้องเสีย คริสเตียน อีริคเซ่น จอมทัพตัวเก่งจากอาการวูบหมดสติคาสนามตั้งแต่นัดแรก แต่ เดนมาร์ก ในฐานะแชมป์ 1 สมัย ซึ่งอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ แคสเปอร์ ฮูลมานด์ ยังคงร่วมใจกันสู้จนได้รับการยกให้เป็นทีมม้ามืดที่มีโอกาสไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้เหมือนกัน เพื่อลุ้นย้อนรอยตำนานบทเก่าที่เคยทำได้มาก่อนนั่นเอง

สาธารณรัฐเช็ก ลุ้นไปให้สุดทางเสียที

ในอดีตคือ เชโกสโลวะเกีย ซึ่งเคยคว้าแชมป์หนึ่งสมัยจากศึกยูโร 1976 แต่หลังจากที่มีการแยกประเทศในช่วงต้นทศวรรษ 90 สาธารณรัฐเช็ก เคยไปถึงนัดชิงชนะเลิศในศึกยูโรมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์จากศึกยูโร 1996 แม้จะมีชื่อชั้นเป็นรองหลายๆ ชาติลูกหนังที่ได้ผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกยูโร 2020 แต่กุนซือ ยาโรสลาฟ ซิลฮาวี่ พร้อมนำทีมบ้านเกิดไปให้สุดทางเพื่อลุ้นคว้าแชมป์เป็นสมัยแรกให้ได้นับตั้งแต่ที่มีการแยกประเทศออกมา โดยมี พาทริค ชิก เป็นกองหน้าตัวความหวังจากการสอยตาข่ายจนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปแล้วถึง 4 ประตู

สวิตเซอร์แลนด์ อย่ามองข้ามเด็ดขาด

โดนปรามาสว่าเป็นทีมไม้ประดับในทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาโดยตลอด เพราะจอดป้ายเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่มอยู่เสมอ แม้จะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้อยู่เป็นประจำเลยก็ตาม แต่ สวิตเซอร์แลนด์ ได้พิสูจน์ฝีเท้าในศึกยูโร 2020 ให้ได้เห็นกันแล้วว่าไม่ได้มาแบบเล่นๆ หลังทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์เลยด้วย โดยกุนซือ วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช ยังคงมี ฮาริส เซเฟโรวิช เป็นตัวทีเด็ดในแดนหน้า จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้ทุกทีมได้รู้ว่าอย่าประมาทพวกเขาเป็นอันขาด หากไม่อย่าน้ำตาตกเหมือนอย่าง ฝรั่งเศส แชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ในรอบที่แล้ว

ยูเครน ลุ้นไปให้ไกลกว่ารอบ 8 ทีม

ทะลุเข้ามาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์เลย ทำให้ ยูเครน เป็นอีกหนึ่งทีมที่ไม่ควรถูกมองข้ามอีกต่อไป โดยกุนซือ อังเดร เชฟเชนโก้ หวังพาทีมบ้านเกิดไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากที่เคยทำได้ดีที่สุดเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่มมาโดยตลอด เพราะมีจุดเด่นในเรื่องของเกมตอบโต้เร็วที่จ่ายบอลกันได้อย่างแม่นยำ และมี โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ เป็นตัวชูโรงด้วย จึงพร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ได้ทุกเมื่อเลยเหมือนกัน    

เปิดโผ 4 สนามชิงชัยรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ในส่วนของสังเวียนแข้งที่จะใช้แข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายมีทั้งหมด 4 สนามใน 4 เมืองใหญ่ของ 4 ประเทศ โดยทั้งหมดไม่ได้เป็นสนามแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่เคยใช้ฟาดแข้งในรอบแบ่งกลุ่มมาแล้วทั้งหมดเลย

สตาดิโอ โอลิมปิโก้, กรุงโรม ประเทศอิตาลี

เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดี้ยม, เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย

ฟุตบอล อารีน่า มิวนิค, เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี 

โอลิมปิก สเตเดี้ยม, กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน

ส่องทีมเต็งแชมป์ยูโร2020

Sky Bet บริษัทรับพนันแบบถูกกฎหมายของเกาะอังกฤษ ได้ออกอัตราต่อรองทีมเต็งแชมป์ยูโร 2020 ในช่วงหลังจากจบรอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะได้เห็นหน้าตาของ 8 ทีมสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พวกชาติลูกหนังระดับยักษ์ใหญ่อย่าง ฝรั่งเศส, โปรตุเกส รวมถึง เยอรมนี ต้องเก็บของกลับบ้านกันไปหมดแล้ว จึงยกให้ อังกฤษ เป็นเต็งหนึ่งแบบเดี่ยวๆ ด้วยราคา 2 ต่อ 1 หรือแทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน ส่วนเต็ง 2 เป็นของ สเปน ตามมาด้วยเต็ง 3 นั่นก็คือ อิตาลี ส่วนเต็ง 4 ได้แก่ เบลเยี่ยม นั่นเอง

2/1 : อังกฤษ

3/1 : สเปน

4/1 : อิตาลี

7/1 : เบลเยี่ยม

9/1 : เดนมาร์ก

22/1 : สวิตเซอร์แลนด์

25/1 : สาธารณรัฐเช็ก

33/1 : ยูเครน

โปรแกรมฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย

โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 8 ทีม

2 ก.ค. เบลเยี่ยม พบ อิตาลี ที่ฟุตบอล อารีน่า มิวนิค, เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เวลา 23.00 น.

2 ก.ค. สวิตเซอร์แลนด์ พบ สเปน ที่เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดี้ยม, เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย เวลา 02.00 น.

3 ก.ค. สาธารณรัฐเช็ก พบ เดนมาร์ก ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยม, กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน เวลา 23.00 น.

3 ก.ค. ยูเครน พบ อังกฤษ ที่สตาดิโอ โอลิมปิโก้, กรุงโรม ประเทศอิตาลี เวลา 02.00 น.

เช็กผลบอลยูโร 2020 ที่นี่

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันอังคารที่ 29 มิ.ย. 2021

บอลยูโร 2020 ฝรั่งเศส vs สวิตเซอร์แลนด์

ฝรั่งเศส VS สวิตเซอร์แลนด์

สนาม : เนชั่นแนล อารีน่า, กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย

เวลา : 02.00 น.

ฝรั่งเศส

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ บอสเนีย 1-0 (เยือน)

ชนะ เวลส์ 3-0 (เหย้า)

ชนะ เยอรมนี 1-0 (ยูโร 2020)

เสมอ ฮังการี 1-1 (ยูโร 2020)

เสมอ โปรตุเกส 2-2 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ ดิดิเยร์ เดสชองส์ จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เสมอ โปรตุเกส 2-2 หลังได้ผ่านเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม เอฟ แต่ยังพร้อมใช้แผนการเล่นแบบ 4-3-1-2 เหมือนเดิม โดยผู้รักษาประตูยังคงให้กัปตันทีม อูโก้ ยอริส ยืนเฝ้าเสาเหมือนเดิม แนวรับยังคงใช้ ราฟาเอล วาราน ยืนคู่กับ เพรสเนล คิมเพมเบ้ ส่วนฟูลแบ็กฝั่งซ้ายยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ ลูกาส์ เอร์นันเดซ กับ ลูกาส์ ดีญ หากลงเล่นไม่ได้จะให้ เลโอ ดูบัวส์ ลงไปยืนคนละด้านกับ แบงฌาแม็ง ปาวาร์ แดนกลางยังต้องรอเช็กความฟิตของ อาเดรียง ราบิโอต์ แต่น่าจะพร้อมกลับมายืนคุมเกมร่วมกับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ ปอล ป็อกบา ส่วนแนวรุกหมดสิทธิ์ใช้งาน อุสมาน เดมเบเล่ ได้รับบาดเจ็บจนต้องขอถอนตัวจากการรับใช้บ้านเกิดไปแล้ว และยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ มาร์คัส ตูราม กับ โตมาส เลอมาร์ ที่ยังปัญหาบาดเจ็บรบกวนด้วย แต่น่าจะใช้ 3 ประสาน คาริม เบนเซม่า, อองตวน กรีซมันน์ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ เหมือนเช่นเคย ส่วนในรายของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ยังคงต้องนั่งเป็นตัวสำรองเพื่อรอคอยโอกาสลงสนามกันต่อไป     

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : อูโก้ ยอริส

แนวรับ : เพรสเนล คิมเพมเบ้, ราฟาเอล วาราน, แบงฌาแม็ง ปาวาร์, เลโอ ดูบัวส์

แดนกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้, อาเดรียง ราบิโอต์, ปอล ป็อกบา

แนวรุก : คีลิยัน เอ็มบัปเป้, อองตวน กรีซมันน์, คีลิยัน เอ็มบัปเป้

สวิตเซอร์แลนด์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ชนะ สหรัฐอเมริกา 3-2 (เหย้า) 

ชนะ ลิกเท่นสไตน์ 7-0 (เหย้า)

เสมอ เวลส์ 1-1 (ยูโร 2020)

แพ้ อิตาลี 0-3 (ยูโร 2020)

ชนะ ตุรกี 3-1 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ชนะ ตุรกี 3-1 หลังผ่านเข้ารอบจากการเป็นหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด โดยมี 4 คะแนน เท่ากับ เวลส์ แต่มีผลต่างประตูได้เสียเป็นรองอยู่ 2 ลูก จึงน่าจะยึดแผนการเล่นแบบ 3-4-1-2 และพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามทั้งหมด เพราะไม่มีนักเตะได้รับบาดเจ็บเลย ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยังคงใช้ ยานน์ ซอมเมอร์ ยืนเฝ้าเสาต่อไป แนวรับน่าจะขยับ ริคาร์โด้ โรดริเกซ จากแบ็กขวาให้ฮุบเข้ามายืนเป็นกองหลังร่วมกับ นิโก้ เอลเวดี้ และ มานูเอล อคานญี่ แดนกลางยังคงดร็อป เดนิส ซากาเรีย เป็นตัวสำรองเหมือนเดิม เพื่อให้ เรโม ฟรอยเลอร์ ยืนคุมเกมคู่กับ กรานิท ชาก้า ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองด้านเป็นหน้าที่ของ เควิน เอมบาบู กับ สตีเว่น ซูเบอร์ แนวรุกจะให้ เซอร์ดาน ชากิรี่ สวมบทเป็นจอมทัพอยู่ด้านหลังของคู่กองหน้า ซึ่งน่าจะใช้ บรีล เอ็มโบโล่ ยืนล่าตาข่ายคู่กับ ฮาริส เซเฟโรวิช

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : ยานน์ ซอมเมอร์

แนวรับ : นิโก้ เอลเวดี้, มานูเอล อคานญี่, ริคาร์โด้ โรดริเกซ

แดนกลาง : กรานิท ชาก้า, เรโม ฟรอยเลอร์, เควิน เอมบาบู, สตีเว่น ซูเบอร์

แนวรุก : เซอร์ดาน ชากิรี่, บรีล เอ็มโบโล่, ฮาริส เซเฟโรวิช

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง ฝรั่งเศส vs สวิตเซอร์แลนด์

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 38 นัด ปรากฎว่า ฝรั่งเศส มีสถิติเหนือกว่าอยู่สมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 16 เกม เสมอ 10 เกม และแพ้ 12 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกยูโร 2016 รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อปี 2016 ปรากฎว่า ลงเอยด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 แม้จะมีศักดิ์ศรีเป็นถึงแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ทว่า ฝรั่งเศส ยังโชว์ฟอร์มในรอบแบ่งกลุ่มได้ไม่น่าประทับใจเสียเท่าไรนัก ส่วน สวิตเซอร์แลนด์ ต้องลุ้นผ่านเข้ารอบจนถึงนัดสุดท้ายกันเลยทีเดียว และด้วยชื่อชั้นที่ดูเป็นรองอยู่เยอะเลย ทำให้ สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงต้องพึ่งพา เซอร์ดาน ชากิรี่ ในฐานะตัวปั้นเกมให้ช่วยแบกทีมต่อไป เพราะผู้เล่นในแดนหน้าจบสกอร์ไม่เฉียบขาดเสียเท่าไรนัก แต่ ฝรั่งเศส มีปัญหาเรื่องนักเตะได้รับบาดเจ็บอยู่หลายคน ซึ่งอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเรื่องของการจัดทีมมากนัก เพราะยังใช้งานพวกแข้งดังได้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะแนวรุกที่ยังคงมีนักเตะฝีเท้าดีให้เลือกใช้งานได้หลายคนเลย ยกเว้นเพียงแค่ อุสมาน เดมเบเล่ ซึ่งเจอโรคเดี้ยงเล่นงานจนต้องขอถอนตัวจากการรับใช้บ้านเกิดไปแล้วด้วย และมี โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กองหน้าตัวสำรองที่พร้อมถูกเปลี่ยนลงมาเพื่อช่วยให้ทีมมีลุ้นสอยตาข่ายได้เหมือนกัน ดังนั้น ฝรั่งเศส น่าจะมีโอกาสเก็บชัยเพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้ตามเป้า   

ผลที่คาด – ฝรั่งเศส ชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 2-0

บอลยูโร 2020 อังกฤษ vs เยอรมนี

อังกฤษ VS เยอรมนี

สนาม : เวมบลีย์, กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เวลา : 23.00 น.

อังกฤษ

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ ออสเตรีย 1-0 (เหย้า)

ชนะ โรมาเนีย 1-0 (เหย้า)

ชนะ โครเอเชีย 1-0 (ยูโร 2020)

เสมอ สกอตแลนด์ 0-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ แกเรธ เซาธ์เกต จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เฉือนชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 จึงได้ผ่านเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม ดี หลังแข่งครบ 3 นัด มี 7 คะแนน แม้จะยิงได้เพียงแค่ 2 ประตู แต่แนวรับยังไม่โดนเจาะตาข่ายแม้แต่ลูกเดียว โดยพร้อมให้พวกดาวดังออกสตาร์ทเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 3-4-3 ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยังคงให้ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่ง แนวรับยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้รับบาดเจ็บตอนซ้อม แต่น่าจะได้ลงไปยืนคู่กับ จอห์น สโตนส์ และอาจจะขยับ ไคล์ วอล์กเกอร์ จากตำแหน่งแบ็กขวาให้ฮุบมายืนเล่นเป็นกองหลังด้วย แดนกลางวาง คัลวิน ฟิลลิปส์ คุมเกมคู่กับ ดีแคลน ไรซ์ ส่วนฟูลแบ็กฝั่งซ้ายหมดสิทธิ์ใช้งาน เบน ชิลเวลล์ กักตัวโควิด-19 แต่ไม่น่าจะเลือก ลุค ชอว์ ลงเล่นเป็นตัวจริง เพราะน่าจะให้ คีแรน ทริปเปียร์ ลงไปยืนคนละด้านกับ รีซ เจมส์ แนวรุกไม่มี เมสัน เมาท์ ยังคงอยู่ในช่วงกักตัวโควิดอีกราย และส่อให้ จาดอน ซานโซ่ กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด นั่งเป็นตัวสำรองเหมือนเดิม จึงน่าจะให้ ฟิล โฟเด้น กับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง สวมบทเป็นปีกริมเส้นทั้งสองฝั่งเพื่อประสานงานกับ แฮร์รี่ เคน กองหน้าตัวเป้าที่ยังต้องรอยิงประตูแรกกันต่อไป   

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จอร์แดน พิคฟอร์ด

แนวรับ : แฮร์รี่ แม็คไกวร์, ไคล์ วอล์กเกอร์, จอห์น สโตนส์

แดนกลาง : คัลวิน ฟิลลิปส์, ดีแคลน ไรซ์, คีแรน ทริปเปียร์, รีซ เจมส์

แนวรุก : ฟิล โฟเด้น, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แฮร์รี่ เคน

เยอรมนี

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

เสมอ เดนมาร์ก 1-1 (สนามเป็นกลาง)

ชนะ ลัตเวีย 7-1 (เหย้า)

แพ้ ฝรั่งเศส 0-1 (ยูโร 2020)

ชนะ โปรตุเกส 4-2 (ยูโร 2020)

เสมอ ฮังการี 2-2 (ยูโร 2020)

เยอรมนี คาดว่ากุนซือ โยอาคิม เลิฟ จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เสมอ ฮังการี 2-2 จึงได้ผ่านเข้ารอบมาในฐานะทีมรองแชมป์กลุ่ม เอฟ หลังแข่งครบ 3 นัด มี 4 คะแนน เท่ากับ โปรตุเกส แต่มีผลการเจอกันตามสถิติ “เฮด-ทู-เฮด” ที่เหนือกว่า เพราะเป็นฝ่ายชนะ 4-2 โดยพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 3-4-3 อย่างแน่นอน เริ่มจากผู้รักษาประตูจะให้ มานูเอล นอยเออร์ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งต่อไป แนวรับยังคงใช้ 3 ประสาน มัทธีอัส กินเทอร์, อันโตนิโอ รูดิเกอร์ และ มัตส์ ฮุมเมลส์ แดนกลางไม่น่าจะให้ เลออน โกเรตซ์ก้า ผู้ยิงประตูตีเสมอจากนัดที่แล้วออกสตาร์ทตั้งแต่นาทีแรก เพราะยังคงไว้ใจ อิลคาย กุนโดกาน กับ โทนี่ โครส ให้ยืนเป็นตัวคุมเกมคู่กันเหมือนเดิม ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งยังคงเป็นหน้าที่ของ โจชัว คิมมิช กับ โรบิน กูเซ่นส์ แนวรุกน่าจะจับ ติโม แวร์เนอร์ กับ เลรอย ซาเน่ นั่งเป็นตัวสำรองเหมือนเดิม เพื่อให้ โธมัส มุลเลอร์ ซึ่งน่าจะฟิตกลับมาช่วยล่าตาข่ายร่วมกับ ไค ฮาเวิร์ตซ และ แซร์จ กนาบรี้ ซึ่งน่าจะถูกจับยืนเป็นหัวหอกอีกหนึ่งเกม          

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : มานูเอล นอยเออร์

แนวรับ : มัทธีอัส กินเทอร์, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, มัตส์ ฮุมเมลส์

แดนกลาง : อิลคาย กุนโดกาน, โทนี่ โครส, โจชัว คิมมิช, โรบิน กูเซ่นส์

แนวรุก : แซร์จ กนาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง อังกฤษ vs เยอรมนี

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 32 นัด ปรากฎว่า อังกฤษ มีสถิติเป็นรองเพียงเล็กน้อย โดยเป็นฝ่ายชนะ 13 เกม เสมอ 4 เกม และแพ้ 15 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในนัดกระชับมิตร เมื่อปี 2017 ปรากฎว่า เสมอกันในบ้านของ อังกฤษ 0-0 แม้ว่าแนวรุกจะยังไม่เข้าฝักเสียที เพราะยังดูไม่ค่อยลงตัวเสียเท่าไรนัก และเพิ่งยิงประตูจากการลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 3 เกมได้เพียงแค่ 2 ลูกเท่านั้น แต่ อังกฤษ มีจุดเด่นในเรื่องของเกมรับที่ยังไม่เสียประตูแม้แต่เม็ดเดียว ส่วน เยอรมนี ยังไม่สามารถไว้วางใจเรื่องฟอร์มการเล่นได้เลย แต่ยังพอจะเอาตัวรอดไปได้อยู่เหมือนกัน แต่ เยอรมนี ยังมีสถิติข่ม อังกฤษ ได้อยู่บ้าง หากดูจากสถิติการเผชิญหน้ากันจากเกมรอบน็อคเอาท์ในรายการใหญ่ โดยเคยพบกันในรอบน็อคเอาท์มาแล้วทั้งหมด 8 เกม ปรากฎว่า เยอรมนี เป็นฝ่ายแพ้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น นั้นก็คือในนัดชิงฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้ในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 2-4 เมื่อ 55 ปีโน้นเลย ส่วนผลการพบกันในรอบน็อคเอาท์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2010 ปรากฎว่า เยอรมนี เป็นฝ่ายชนะ 4-1 แม้จะทำผลงานในรอบแบ่งกลุ่มไม่คงเส้นคงวา แต่ เยอรมนี มักจะทำผลงานในรายการใหญ่ได้ดีกว่า อังกฤษ ดังนั้น เยอรมนี น่าจะคว้าชัยได้แบบหวุดหวิด    

ผลที่คาด – อังกฤษ แพ้ เยอรมนี 1-2

เช็กผลบอลยูโร 2020

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันพุธที่ 30 มิ.ย. 2021

บอลยูโร 2020 สวีเดน vs ยูเครน

สวีเดน VS ยูเครน

สนาม : แฮมป์เดน ปาร์ค, เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์

เวลา : 23.00 น.

สวีเดน

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ ฟินแลนด์ 2-0 (เหย้า)

ชนะ อาร์เมเนีย 3-1 (เหย้า)

เสมอ สเปน 0-0 (ยูโร 2020)

ชนะ สโลวะเกีย 1-0 (ยูโร 2020)

ชนะ โปแลนด์ 3-2 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ แยนน์ อันเดอร์สสัน จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เฉือนชนะ โปแลนด์ 3-2 จึงได้ผ่านเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม อี หลังแข่งครบ 3 นัด มี 7 คะแนน โดยพร้อมให้พวกตัวหลักลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-4-2 เริ่มจากผู้รักษาประตูจะให้ โรบิน โอลเซ่น ยืนเฝ้าเสาเหมือนเช่นเคย แนวรับยังคงวาง วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ยืนคู่กับ มาร์คัส ดาเนียลสัน ส่วนฟูลแบ็กฝั่งขวาน่าจะดร็อป เอมิล คราฟธ์ เพื่อให้ มิคาเอล ลุสติ้ง ลงไปยืนคนละด้านกับ ลุดวิก ออกุสตินส์สัน แดนกลางอาจจะให้ เอริค เอ็กดาล คุมเกมคู่กับ คริสตอฟเฟอร์ โอลส์สัน และขยับ เซบาสเตียน ลาร์สสัน ไปยืนเป็นปีกขวาแทน วิคเตอร์ คลาเอสสัน ซึ่งน่าจะเป็นเพียงตัวสำรองเพื่อให้ปั้นเกมริมเส้นคนละด้านกับ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก แนวรุกน่าจะให้ เดยัน คูลูเชฟสกี้ นั่งเป็นตัวสำรองต่อไป เพราะว่าคู่กองหน้า อเล็กซานเดอร์ ไอซัค กับ มาร์คัส เบิร์ก ยังคงเล่นด้วยกันได้เป็นอย่างดี

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : โรบิน โอลเซ่น

แนวรับ : วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ, มาร์คัส ดาเนียลสัน, ลุดวิก ออกุสตินส์สัน, มิคาเอล ลุสติ้ง

แดนกลาง : เซบาสเตียน ลาร์สสัน, คริสตอฟเฟอร์ โอลส์สัน, เอมิล ฟอร์สเบิร์ก, เอริค เอ็กดาล

แนวรุก : มาร์คัส เบิร์ก, อเล็กซานเดอร์ ไอซัค

ยูเครน

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ ไอร์แลนด์เหนือ 1-0 (เหย้า)

ชนะ ไซปรัส 1-0 (เหย้า)

แพ้ ฮอลแลนด์ 2-3 (ยูโร 2020)

ชนะ มาซิโดเนียเหนือ 2-1 (ยูโร 2020)

แพ้ ออสเตรีย 0-1 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ อังเดร เชฟเชนโก้ จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่แพ้ ออสเตรีย 0-1 แต่ยังได้ผ่านเข้ารอบจากการเป็นหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดจากกลุ่ม ซี แม้จะมีเพียง 3 คะแนนในช่วงหลังลงแข่งครบ 3 นัดก็ตาม โดยพร้อมให้พวกแข้งหลักออกสตาร์ทเป็นตัวจริงตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 เริ่มจากผู้รักษาประตูยังคงใช้ จอร์จี้ บุชชาน ยืนเฝ้าเสาตั้งแต่นาทีแรก แนวรับเป็นหน้าที่ของ อิลเลีย ซาบาร์นี่ ยืนเป็นกองหลังคู่กับ มีโคล่า มัตเวียนโก้ ส่วนฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งยังคงใช้ โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ กับ วิตาลี มีโคเลนโก้ แดนกลางยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ โอเล็กซานเดอร์ ซูบคอฟ มิดฟิลด์ตัวรับที่มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน แต่น่าจะให้ ทาราส สเตปาเนนโก้ ลงไปยืนคุมเกมร่วมกับ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ และ มีโคล่า ชาปาเรนโก้ แนวรุกยังคงประกอบไปด้วย รัสลาน มาลินอฟสกี้, อังเดร ยาร์โมเลนโก้ และ โรมัน ยาเรมชุค เป็น 3 ประสานในแดนหน้าเหมือนเดิม

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : จอร์จี้ บุชชาน

แนวรับ : โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ, วิตาลี มีโคเลนโก้, อิลเลีย ซาบาร์นี่, มีโคล่า มัตเวียนโก้

แดนกลาง : โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้, ทาราส สเตปาเนนโก้, มีโคล่า ชาปาเรนโก้

แนวรุก : โรมัน ยาเรมชุค, อังเดร ยาร์โมเลนโก้, รัสลาน มาลินอฟสกี้

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง สวีเดน vs ยูเครน

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 4 นัด ปรากฎว่า สวีเดน มีสถิติเป็นรองอยู่พอสมควร โดยเป็นฝ่ายชนะ 1 เกม และแพ้ 3 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกยูโร 2012  รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อ 9 ปีก่อน ปรากฎว่า ยูเครน เป็นฝ่ายชนะ 2-1 ถ้าจะว่าไปแล้วทั้งสองทีมมีสไตล์การเล่นที่คล้ายๆ กัน นั่นก็คือ การเล่นเกมรุกแบบโต้กลับเร็ว ซึ่งเป็นไปตามศักยภาพของทั้งสองทีมที่มีนักเตะฝีเท้าดีให้เลือกใช้งานได้ไม่มากนัก โดย สวีเดน มีจุดแข็งในเรื่องของเกมรับ และมีคู่กองหน้าร่างใหญ่ที่สามารถเก็บบอลได้ด้วย โดยเฉพาะ อเล็กซานเดอร์ ไอซัค ดาวรุ่งที่พร้อมเป็นตัวชนกองหลังของทีมคู่แข่งฝั่งตรงข้าม ส่วน ยูเครน มีจุดแข็งในเรื่องของแนวรุกที่มีความเร็วสูง และมีตัวริมเส้นที่พร้อมเลี้ยงพาบอลไปข้างหน้าได้อย่างว่องไว หากวัดจากผลงานของ อังเดร ยาร์โมเลนโก้ กับ โรมัน ยาเรมชุค ซึ่งยิงไปแล้วคนละ 2 ประตู คาดว่าเกมคู่นี้จะเล่นกันอย่างสนุก และสุดท้ายน่าจะเป็นฝ่าย สวีเดน เก็บชัยได้แบบหืดจับเหลือเกิน  

ผลที่คาด – สวีเดน เสมอ ยูเครน 1-1 (สวีเดน ชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1)

ดูโปรแกรมฟุตบอลยูโร 2020

วิเคราะห์ฟุตบอลยูโร 2020 ประจำวันจันทร์ที่ 28 มิ.ย. 2021

บอลยูโร 2020 เบลเยี่ยม VS โปรตุเกส

เบลเยี่ยม VS โปรตุเกส

สนาม : เอสตาดิโอ ลา คาร์ตูฆ่า, เมืองเซบีญ่า ประเทศสเปน

เวลา : 02.00 น.

เบลเยี่ยม

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

เสมอ กรีซ 1-1 (เหย้า)

ชนะ โครเอเชีย 1-0 (เหย้า)

ชนะ รัสเซีย 3-0 (ยูโร 2020)

ชนะ เดนมาร์ก 2-1 (ยูโร 2020)

ชนะ ฟินแลนด์ 2-0 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ชนะ ฟินแลนด์ 2-0 หลังผ่านเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม บี จากการคว้าชัยได้ถึง 3 เกมติดต่อกัน โดยพร้อมให้พวกแข้งหลักกลับมาออกสตาร์ทตั้งแต่นาทีแรกตามแผนการเล่นแบบ 3-4-2-1 เพราะนัดก่อนมีการโรเตชั่นให้ตัวสำรองลงสนามหลายคนเลย เริ่มจากผู้รักษาประตูจะให้ ติโบต์ กูร์ตัวส์ ยืนเฝ้าเสาต่อไป แนวรับไม่น่าจะให้ เจสัน เดนาแยร์ กับ โธมัส แฟร์มาเลน ลงเล่นเป็นตัวจริง จึงน่าจะเป็นโอกาสของ เดดริก โบยาต้า ลงไปยืนร่วมกับ แยน แฟร์ทองเก้น และ โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ แดนกลางน่าจะให้ ยูริ ติเลอมองส์ กลับมายืนคุมเกมคู่กับ อักเซล วิตเซล ส่วนฟูลแบ็กฝั่งซ้ายน่าจะดร็อป ยานนิค คาร์ราสโก้ เพื่อให้ ธอร์ก็อง อาซาร์ ลงไปยืนคนละฝั่งกับ โธมัส มูนิเยร์ แนวรุกอาจจะพัก ดรีส เมอร์เท่นส์ โดยเตรียมให้ 2 ดาวดังอย่าง เอเดน อาซาร์ รวมถึง เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งกลับมาฟิตสมบูรณ์แบบเต็มร้อยแล้วลงไปยืนเป็นตัวปั้นเกมอยู่ด้านหลังของ โรเมลู ลูกากู กองหน้าตัวเป้า   

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์ตัวส์

แนวรับ : เดดริก โบยาต้า, แยน แฟร์ทองเก้น, โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์

แดนกลาง : ยูริ ติเลอมองส์, อักเซล วิตเซล, โธมัส มูนิเยร์, ธอร์ก็อง อาซาร์

แนวรุก : เอเดน อาซาร์, เควิน เดอ บรอยน์, โรเมลู ลูกากู

โปรตุเกส

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

ชนะ ลักเซมเบิร์ก 3-1 (เยือน)

เสมอ สเปน 0-0 (เยือน)

ชนะ ฮังการี 3-0 (ยูโร 2020)

แพ้ เยอรมนี 2-4 (ยูโร 2020)

เสมอ ฝรั่งเศส 2-2 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ แฟร์นันโด้ ซานโต๊ส จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เสมอ ฝรั่งเศส 2-2 หลังได้ผ่านเข้ารอบจากการเป็นหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด แม้จะมี 4 คะแนน เท่ากับ เยอรมนี ทีมร่วมกลุ่ม เอฟ แต่มีผลการพบกันเองตามสถิติ “เฮด-ทู-เฮด” ที่เป็นรอง เยอรมนี จากเกมที่แพ้ 2-4 นั่นเอง โดยพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 เพราะใช้งานเหล่าดาวดังได้ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูจะให้ รุย ปาทริซิโอ ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม แนวรับยังคงให้ รูเบน ดิอาส ยืนคู่กับ เปเป้ ส่วนแบ็กขวายังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ เจา คันเซโล่ หากลงเล่นไม่ได้จะให้ ดิโอโก้ ดาโลท์ ลงไปยืนคนละฝั่งกับ ราฟาเอล เกร์เรโร่ แดนกลางอาจดร็อป บรูโน่ แฟร์นันเดส มิดฟิลด์จอมเทคนิคที่โชว์ฟอร์มไม่ออก และพร้อมให้ เจา มูตินโญ่ ลงไปคุมเกมร่วมกับ ดานิโอ เปไรร่า และ เรนาโต้ ซานเชส แนวรุกรอชั่งใจเลือกระหว่าง อังเดร ซิลวา กับ เจา เฟลิกซ์ เพื่อให้ลงไปประสานงานกับ ดิโอโก้ โจต้า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวซัลโวที่ยิงประตูจากรอบแบ่งกลุ่มไปแล้วทั้งหมด 5 ประตู

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : รุย ปาทริซิโอ

แนวรับ : เปเป้, รูเบน ดิอาส, ดิโอโก้ ดาโลท์, ราฟาเอล เกร์เรโร่

แดนกลาง : เจา มูตินโญ่, ดานิโล่ เปไรร่า, เรนาโต้ ซานเชส

แนวรุก : คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ดิโอโก้ โจต้า, อังเดร ซิลวา

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง เบลเยี่ยม VS โปรตุเกส

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 18 นัด ปรากฎว่า โปรตุเกส มีสถิติเป็นรองเล็กน้อย โดยเป็นฝ่ายชนะ 6 เกม เสมอ 7 เกม และแพ้ 5 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในเกมนัดกระชับมิตร เมื่อปี 2018 ปรากฎว่า เสมอกันในบ้านของ เบลเยี่ยม 0-0 ถือว่าเป็นเกมที่ติดตามดูมากๆ โดยตอนนี้ เบลเยี่ยม ยังคงรั้ง “เบอร์หนึ่ง” ในฐานะทีมฟุตบอลชายระดับชาติที่ดีที่สุดจากการจัดอันดับโลกของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า และอุดมไปด้วยพวกดาวดังเต็มไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น เอเดน อาซาร์ รวมถึง เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งกลับมามีสภาพร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง ส่วน โปรตุเกส มีศักดิ์ศรีเป็นถึงแชมป์เก่าจากศึกยูโร 2016 แม้จะโชว์ฟอร์มในเกมแบ่งกลุ่มได้ไม่น่าประทับใจเสียเท่าไรนัก แต่ยังสามารถประคองตัวผ่านเข้ารอบมาได้จากเป็นหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด และเป็นทีมที่มักจะทำผลงานในเกมใหญ่ๆ ได้ดีเสมอ ดังนั้นเกมคู่นี้มีโอกาสต้องเล่นกันเกิน 90 นาที และคาดว่า โปรตุเกส น่าจะอาศัยเก๋าเฉือนชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษได้แบบหืดจับ

ผลที่คาด – เบลเยี่ยม เสมอ โปรตุเกส 1-1 (โปรตุเกส ชนะในช่วงหลังต่อเวลาพิเศษ)

บอลยูโร 2020 โครเอเชีย VS สเปน

โครเอเชีย VS สเปน

สนาม : ปาร์เค่น สเตเดี้ยม, กรุงโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์ก

เวลา : 23.00 น.

โครเอเชีย

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

เสมอ อาร์เมเนีย 1-1 (เหย้า)

แพ้ เบลเยี่ยม 0-1 (เยือน)

แพ้ อังกฤษ 0-1 (ยูโร 2020)

เสมอ สาธารณรัฐเช็ก 1-1 (ยูโร 2020)

ชนะ สกอตแลนด์ 3-1 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ ซลัตโก้ ดาลิช จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ชนะ สกอตแลนด์ 3-1 หลังได้ผ่านเข้ารอบมาในฐานะทีมรองแชมป์กลุ่ม ดี แม้จะมี 4 คะแนน เท่ากับ สาธารณรัฐเช็ก แต่มีผลต่างเรื่องยิงประตูได้มากกว่า จึงพร้อมจัดทัพใหญ่ลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 นำทัพโดยพวกแข้งเก๋าจากทีมชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 เริ่มจากผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ โดมินิก ลิวาโควิช ยืนเฝ้าเสาต่อไป แนวรับส่อดร็อป ดูเย่ คาเลต้า-คาร์ เพื่อให้ เดยัน ลอฟเรน ลงไปยืนคู่กับ โดมากอย วิด้า ส่วนฟูลแบ็กฝั่งซ้ายยังต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ บอร์น่า บาริซิช หากลงเล่นไม่ได้จะให้ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล ยืนคนละด้านกับ ซิเม่ เวอร์ซัลโก้ แดนกลางยังคงใช้ 3 ประสาน ลูก้า โมดริช คุมเกมร่วมกับ มาเตโอ โควาซิช และ มาร์เซโล่ โบรโซวิช แนวรุกพร้อมให้ อีวาน เปริซิช สวมบทเป็นปีกซ้ายคนละข้างกับ นิโกล่า วลาซิช ส่วนกองหน้ารอชั่งใจเลือกถึง 3 ราย แต่ไม่น่าจะใช้ อันเต้ เรบิช กับ อังเดร ครามาริช เพื่อให้ บรูโน่ เพ็ตโควิช ลงไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้ามากกว่า

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : โดมินิก ลิวาโควิช

แนวรับ : เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วิด้า, บอร์น่า บาริซิช, ยอสโก้ กวาร์ดิโอล

แดนกลาง : ลูก้า โมดริช, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, มาเตโอ โควาซิช

แนวรุก : นิโกล่า วลาซิช, อีวาน เปริซิช, บรูโน่ เพ็ตโควิช

สเปน

ผลงาน 5 เกมหลังสุด

เสมอ โปรตุเกส 0-0 (เหย้า)

ชนะ ลิทัวเนีย 4-0 (เหย้า)

เสมอ สวีเดน 0-0 (ยูโร 2020)

เสมอ โปแลนด์ 1-1 (ยูโร 2020)

ชนะ สโลวะเกีย 5-0 (ยูโร 2020)

คาดว่ากุนซือ หลุยส์ เอ็นริเก้ จะปรับทัพจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ไล่ถล่ม สโลวะเกีย 5-0 จึงได้ผ่านเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม อี และยังไม่พบกับความพ่ายแพ้จากการลงเตะใน 3 นัดแรก จึงพร้อมให้พวกแข้งหลักลงสนามตามแผนการเล่นแบบ 4-3-3 ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยังคงให้ อูไน ซิมอน ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งต่อไป แนวรับพร้อมใช้ อายเมริก ลาปอร์ก ยืนคู่กับ เปา ตอร์เรส ส่วนฟูลแบ็กฝั่งขวาส่อดร็อป มาร์กอส ยอเรนเต้ และอาจจะให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ลงไปยืนคนละด้านกับ ฆอร์ดี้ อัลบา แดนกลางอาจจะให้ ติอาโก้ อัลคานทาร่า นั่งเป็นตัวสำรอง เพื่อใช้งาน เปดรี้ คุมเกมร่วมกับ เซร์คิโอ บุสเกตส์ และ โกเก้ แนวรุกน่าจะดร็อป เกราร์ด โมเรโน่ โดยพร้อมให้ อัลบาโร่ โมราต้า สวมบทเป็นกองหน้าตัวเป้าเหมือนเดิม แม้จะเพิ่งสังหารจุดโทษพลาดในเกมนัดก่อนก็ตาม ส่วนปีกริมเส้นฝั่งขวาน่าจะให้ ปาโบล ซาราเบีย ลงไปยืนคนละด้านกับ ดานี่ โอลโม่   

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

ผู้รักษาประตู : อูไน ซิมอน

แนวรับ : เปา ตอร์เรส ,อายเมริก ลาปอร์ก, เปา ตอร์เรส, ฆอร์ดี้ อัลบา, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า

แดนกลาง : เซร์คิโอ บุสเกตส์, โกเก้, เปดรี้

แนวรุก : อัลบาโร่ โมราต้า, ดานี่ โอลโม่, ปาโบล ซาราเบีย

วิเคราะห์ฟันธง

วิเคราะห์ฟันธง โครเอเชีย vs สเปน

คู่นี้เคยพบกันในทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 8 นัด ปรากฎว่า สเปน มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อย โดยเป็นฝ่ายชนะ 3 เกม เสมอ 1 เกม และแพ้ 4 เกม ส่วนนัดล่าสุดเจอกันในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เมื่อปี 2018 ปรากฎว่า โครเอเชีย เปิดบ้านชนะ 3-2 และเคยพบกันในรอบสุดท้ายของศึกยูโร 2016 รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อ 5 ปีก่อน ปรากฎว่า โครเอเชีย เป็นฝ่ายเฉือนชนะ 2-1 แม้ว่า สเปน จะผ่านเข้ารอบมาได้แบบกระท่อนกระเทือนเหลือเกิน เพราะต้องลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มนั่นเอง ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจาก โครเอเชีย ด้วยเช่นกัน แต่อย่างน้อย สเปน ยังไม่พบกับความปราชัยแม้แต่เกมเดียว โดยก่อนหน้านี้เคยมีปัญหาเรื่องเกมรุกจาก 2 นัดแรกที่ยิงประตูได้น้อยมาก ทั้งๆ ที่มีโอกาสลุ้นสอยตาข่ายได้หลายครั้งเลย แต่ตอนนี้สามารถแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้แล้วจากการซัลโวในนัดสุดท้ายได้แบบถล่มทลาย และมีแนวรับที่ไว้ใจได้จากการเสียประตูไปเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น ส่วน โครเอเชีย ยังต้องพึ่งพาพวกแข้งเก๋าเป็นหลัก โดยเฉพาะ ลูก้า โมดริช จอมทัพตัวเก่ง รวมถึง อีวาน เปริซิช ซึ่งยังคงต้องแบกภาระทำเกมทางริมเส้น หากพากันเล่นกันไม่ออกก็เตรียมผิดหวังได้เลย ดังนั้น สเปน น่าจะเป็นฝ่ายคว้าชัยได้แบบหวุดหวิด  

ผลที่คาด – โครเอเชีย แพ้ สเปน 1-2